‘ชาญวิทย์’จดหมายเปิดผนึกถึง‘สุรยุทธ์’ให้หยุดเขื่อนแม่น้ำโขง-สาละวิน

http://www.ftawatch.org/news/view.php?id=10276

 

ประชาไท – 24 พ.ย. 2549 จากกรณีที่มีการรายงานว่า รัฐบาลไทยและพม่าเตรียมลงนามก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนฮัดจ์ยี 1,200 เมกะวัตต์ ในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ โดยคาดว่าจะเสริมสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าและได้ค่าไฟฟ้าในอัตราต่ำ

โดยนายไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะลงนามเอ็มโอยู กับการไฟฟ้าแห่งพม่า เพื่อร่วมลงทุนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนฮัดจ์ยีในพม่า โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของ 2 ประเทศเป็นประธาน โดยเขื่อนดังกล่าวจะมีกำลังการผลิตประมาณ 1,200 เมกะวัตต์อยู่ริมชายแดนไทยและพม่า ช่วงอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งหลังลงนาม กฟผ.จะหาพันธมิตรมาร่วมทุนก่อสร้าง ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ โดยขณะนี้จีนให้ความสนใจที่จะร่วมทุน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 - 6 ปี จึงจะก่อสร้างแล้วเสร็จ

นอกจากนี้ ในอนาคตไทยและพม่าจะร่วมมือที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำสาละวินอีกหลายแห่ง โดยคาดว่าแห่งที่ 2 จะอยู่ที่เขื่อนตะนาวศรี กำลังผลิตประมาณ 600 เมกะวัตต์ ติดกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะทำให้มีไฟฟ้ามาป้อนให้กับโครงการเหล็กต้นน้ำที่เครือสหวิริยามีแผนลงทุนและเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านไฟฟ้าในภาคใต้ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยและพม่าได้หารือร่วมกันเพื่อเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำสาละวิน ที่นอกจากมีเป้าหมายขายไฟฟ้าให้กับ 2 ประเทศแล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าป้อนให้กับประเทศต่างๆ ในโครงการอาเซียนกริดอีกด้วย

ทั้งยังมีรายงานว่า วันนี้ (23 พ.ย.) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางเยือนสหภาพพม่าพร้อมกับนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือความร่วมมือด้านพลังงานและกระชับความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การที่ทางกระทรวงพลังงาน และ กฟผ.ออกมากล่าวเสนอให้มีการเตรียมลงนามก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนฮัดจ์ยีในเร็วๆ นี้ ได้ทำให้กลุ่มนักวิชากร นักเคลื่อนไหว องค์กรสิทธิมนุษยชนได้ออกมาคัดค้านเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าว

ล่าสุด วันเดียวกัน ที่โรงแรมเซ็นทรัล ดวงตะวัน จ.เชียงใหม่ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย จัดเวทีการสัมมนาวิชาการ - Seminarแม่น้ำโขง-สาละวิน : ผู้คน ผืนน้ำ และสุวรรณภูมิของอุษาคเนย์ (Mekong-Salween: Peoples, Water, and the Golden Land of Suvarnabhumi/Southeast Asia) โดยมีนักวิชาการ อาจารย์ นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป เข้าร่วมรับฟังการสัมมนากันอย่างคับคั่ง

โดยในเวทีดังกล่าว ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมือง ได้อ่านจดหมายเปิดผนึกถึง พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ทบทวนนโยบาย หรือโครงการ ที่นำไปสู่การสร้างเขื่อน ในลุ่มแม่น้ำโขงและสาละวิน ตลอดจนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ที่จะก่อผลกระทบต่อระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของประชาชน

โดยเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก ความว่า ทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและสาละวิน ที่ได้หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของประชาชนกว่าร้อยล้านคน ประชาชนทั้งหมดในภูมิภาคถือเป็นเจ้าของร่วมกัน และได้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในการจัดการเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยั่งยืนและยาวนาน

ดังนั้น รัฐบาลของประเทศหนึ่งประเทศใด หรือองค์กรระหว่างประเทศหนึ่งใด ไม่พึงมีสิทธิที่จะตัดสินใจในการพัฒนาใดๆ โดยพลการ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของท้องถิ่นและข้ามพรมแดน และต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคแม่น้ำโขงและสาละวิน พึงมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง สิทธิในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และร่วมมีส่วนในการดำเนินการ จัดการทรัพยากรในแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม รวมทั้งพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจ การเมืองระดับภูมิภาคในอนาคต

รัฐบาลของประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขงและสาละวิน ควรมีสิทธิดำเนินการจัดการและปกป้องดุลภาพของทรัพยากรธรรมชาติ บนพื้นฐานของการเคารพในสิทธิ และจิตวิญญาณแห่งความสมานฉันท์ของประชาชนในภูมิภาค เพื่อความร่วมมือและก่อผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน โดยคำนึงถึงประเด็นการประสานให้เกิดดุลยภาพระหว่างอธิปไตยและความมั่นคงของมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในประเด็นแม่น้ำข้ามพรมแดน ประเด็นต้นน้ำ-ปลายน้ำ และประเด็นสิทธิมนุษยชนของประชาชนพื้นถิ่นและชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ มิใช่คำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีแต่เพียงอย่างเดียว

ข้าพเจ้าผู้ร่วมกันลงชื่อแนบท้ายจดหมายฉบับนี้ ได้เข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “แม่น้ำโขง-แม่น้ำสาละวิน : ผู้คน ผืนน้ำ และสุวรรณภูมิของอุษาคเนย์” ระหว่างวันที่ 23-24 พ.ย.2549 ณ จ.เชียงใหม่ ใคร่ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลของ ฯพณฯ ได้ทบทวนนโยบาย หรือโครงการ ที่นำไปสู่การสร้างเขื่อน ในลุ่มแม่น้ำโขงและสาละวิน ตลอดจนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ที่จะก่อผลกระทบต่อระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ เพราะกลไกและกระบวนการ ในการวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินการ และมาตรการดูแลผลกระทบทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค ขาดความโปร่งใส ขาดการมีส่วนร่วม และขาดความสมดุล ซึ่งจำเป็นต้องมีการปฏิรูป การละเลยให้ยังคงมีการดำเนินการดังเช่นที่ผ่านมา จะนำไปสู่ความขัดแย้ง การบ่อนทำลายวิถีชีวิตวัฒนธรรมของประชาชนในท้องถิ่น และระบบนิเวศซึ่งเป็นต้นทุนร่วมกันทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจการเมืองในเวทีโลกอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

    โดย : ประชาไท        วันที่ 27/11/2006