โรเบิร์ต เทย์เลอร์ กับ"รัฐในพม่า"

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ



วันหนึ่งในต้นฤดูใบไม้ร่วงช่วงปลายทศวรรษ 1960s ในชั้นเรียนภาษาพม่าที่มหาวิทยาลัยคอแนลล์ ที่นั่นมีอาจารย์ "ซายามะอ่องทวิน" เป็นผู้สอน

มีนักเรียนโค่งระดับปริญญาโทและเอกสองสามคน ทั้งครูและนักเรียนต่างก็ตื่นเต้นว่าจะมีเพื่อนใหม่นาม *โรเบิร์ต เทย์เลอร์* มาเรียนด้วย

คนรุ่นนั้นเกือบไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของโรเบิร์ต เทย์เลอร์ เพราะนั่นคือพระเอกสุดหล่อยอดนิยมของฮอลลีวู้ดแห่งยุค โด่งดังพอๆ กับนางเอกอย่าง *อลิซาเบธ เทย์เลอร์*

โรเบิร์ต เทย์เลอร์ เพื่อนใหม่ของเรา หาใช่ดาราภาพยนตร์ไม่ แต่เป็นนักศึกษาปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์ ที่จะกลายเป็นหนึ่งในคนรุ่น 1960s ที่มากับขบวนการนักศึกษาและ "สงครามเวียดนาม" และกลายเป็น "ผู้เชี่ยวชาญพม่า" ไปในที่สุด

"บ๊อบ" จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ เป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์จอห์น เอฟ. เคดี้ (John F. Cady) ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ ผู้มีประสบการณ์สูงในฐานะ "หมอสอนศาสนาอเมริกัน" ในพม่า และ "บ๊อบ" ก็จะกลายเป็นหนึ่งใน "ลูกศิษย์" ของ D.G.E. Hall ปรมาจารย์ชาวอังกฤษ เจ้าของหนังสือ "ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: สุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์ภาคพิสดาร"

1974 (2517) หลายปีต่อมาโรเบิร์ต เทย์เลอร์ จบปริญญาเอกรัฐศาสตร์จากคอร์แนลล์ ด้วยวิทยานิพนธ์ที่มีชื่อยาวเหยียดว่า "The Relationship between Burmese Social Classes and British Indian Policy on the Behaviour of the Burmese Political Elite, 1937-1942"

*และวิทยานิพนธ์นี้ได้กลายเป็นฐานของงานชิ้นต่อๆ มาของเขา รวมทั้งหนังสือ (ที่ถูกแปล) เล่มนี้ด้วย*

หนังสือเล่มใหม่ "รัฐในพม่า" ที่แปลมาจาก The State in Burma นี้ ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกเมื่อปี 1987 (2530) หรือเกือบ 20 ปีมาแล้ว ก่อนที่จะถูกแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาไทย


(บน) พระราชวังอมรปุระ ราว พ.ศ.2398 (ล่าง) ท่าเรือเมืองพุกาม



เมื่อหนังสือออกมาใหม่ๆ เกือบจะไม่มีใครสนใจหยิบขึ้นมาอ่าน แต่แล้วในปีถัดมา 1988 (2531) เกิด "ขบวนการประชาชน" พม่า "ลุกฮือ" ขึ้นขับไล่ "ระบอบทหาร" และ "ระบอบเนวิน" ขบวนการนักศึกษาและประชาชนพม่าครั้งนั้น เกือบจะได้ชัยชนะแบบ "14 ตุลา" (2516) ของเรา

*แต่ทหารพม่าก็สามารถปราบปรามลงได้อย่างเหี้ยมโหด กลายเป็นเสมือน "รัฐประหาร 6 ตุลา (คม 2519)" และทหารพม่าก็สามารถสืบต่ออำนาจในนามของ SLORC (State Law and Order Restoration Council) ที่เปลี่ยนเป็นชื่อในปัจจุบันว่า SPDC (State Peace and Development Council) ทำนอง รสช. หรือ คปค. หรือ คมช. ของไทย แต่ครองอำนาจและเล่น "เกม" ร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 20 ปี*

ถ้าจะว่าไปแล้วหนังสือ "รัฐในพม่า" เล่มนี้ เป็นหนังสือที่ว่าด้วยภูมิหลังของพม่าก่อน 1988 (2531) ที่ดีที่สุดก็เป็นได้ เพราะนี่เป็นงานวิจัย ที่ใช้หลักฐานทั้งจากภาษาอังกฤษ จากภาษาพม่า และการวิจัยภาคสนามในพม่า อย่างที่ยากจะหานักวิชาการอื่นๆ มาเทียบเคียงกับโรเบิร์ต เทย์เลอร์ ได้

"บ๊อบ" มีความผูกพันใกล้ชิดกับ "ผู้ทรงบารมี" ของพม่าเสียจนกระทั่งถูกตั้งข้อกังขาจากนักวิชาการและ/หรือผู้คนที่ต่อต้าน "เผด็จการ" ทหารพม่าทั่วโลก

แต่ความยอดเยี่ยมของหนังสือนี้ ก็คือการให้ภาพของสังคมพม่าในสมัย "ระบอบกษัตริย์" อันเป็น "รัฐ" ก่อนยุคอาณานิคม ที่สังคมยังอยู่กับความสัมพันธ์ของ "กษัตริย์-เจ้า-ไพร่" และ "ที่ดิน" (บทนำและบทที่ 1) และเมื่อลัทธิอาณานิคมอังกฤษคืบคลานเข้ามาครอบครองพม่าทีละเล็กทีละน้อย รัฐในพม่าก็กลายเป็น "พหุสังคม"

การนำแรงงานต่างชาติเข้ามา (จากอินเดีย คือพวก "จตีย์" หรือแขกเงินกู้) การสร้างนโยบาย "แบ่งแยกและปกครอง" สร้างฐานะและบทบาทของ "ชาติพันธุ์" เช่น กะเหรี่ยง ไทใหญ่ (เจ้าฟ้า) กำเนิดของ "ชนชั้นใหม่" เรื่องราวของ "ชนชาติ" ที่ทั้ง "ต่อต้าน" และ "หนี" รัฐ บทบาทของชนชั้นกลาง ของนักกฎหมาย ทนายความ ของนักศึกษา ของพระสงฆ์

และท้ายที่สุดของ "ขบวนการชาตินิยม" ที่ "ชนชาติ" ต้องยึด "รัฐ" แยกตัวออกจากอังกฤษ ออกจากอินเดีย และมีเป้าหมายของ "เอกราช" ในที่สุด (เหล่านี้จะหาได้จากบทที่ 2 และ 3)

ความน่าสนใจทางวิชาการของหนังสือเล่มนี้ อยู่ที่การพัฒนาใช้ทฤษฎีและสมมุติฐานของนักวิชาการรุ่น “คลาสสิค” คือ เรื่องของ "พหุสังคม" หรือ Plural Society ที่ปรมาจารย์ชาวอังกฤษ John S. Furnivall ได้ค้นคว้าและวิจัยไว้เป็นอย่างดีใน ‘The Fashioning of Leviathan’, Jounal of the Burma Research Society, Rangoon, XXIX, no. 3 (1939) และ Colonial Policy and Practice (Cambridge University Press, 1948; 1956)

จุดเด่นของหนังสือ "รัฐในพม่า" ตอนท้ายๆ ก็คือความพยายามที่จะวิเคราะห์สังคมพม่า ที่แปรเปลี่ยนไปหลังการได้เอกราชในปี 1948 (2491) ที่พม่าได้ผ่านกระบวนการของการปกครองในรูปแบบของ "ประชาธิปไตย" ของ "สหพันธรัฐ" และของ "พลเรือน"

แต่ก็จบลงด้วยการรัฐประหารของนายพลเนวินในปี 1962 ช่วงระยะเวลาอันยาวนานจากจุดนี้ 1960s จนกระทั่งถึงปลายทศวรรษ 1980s พม่าได้กลายเป็น "ฤษีแห่งเอเชีย" ใช้ระบบ "สังคมนิยม" ดำเนิน "นโยบายเป็นกลาง" อยู่ภายใต้ “ระบอบปกครองอันมีทหารเป็นประมุข” (หรืออยู่ข้างบน)

อะไรเล่าทำให้พม่าอยู่ในสภาพเช่นนี้นานแสนนาน อยู่เหมือนอย่างที่จะปล่อยให้กาลเวลากับความเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะในยุค "สงครามเย็น" ก่อนหน้า "โลกาภิวัตน์" ดูจะผ่านเลยพม่าไป เหล่านี้เป็น "คำถาม" และ "คำตอบ" ที่โรเบิร์ต เทย์เลอร์ พยายามจะให้กับเรา

โรเบิร์ต เทย์เลอร์ จบปริญญาเอกในปี 1974 ในสมัยปลาย “ยุคทอง” ของ “อุษาคเนย์ศึกษา” ดังนั้น อาชีพนักวิชาการของเขาจึงโลดแล่นและโด่งดัง

ไปเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ 5 ปี (1974-1979) จนได้สัญชาติออสเตรเลียไป แล้วก็ย้ายไปอยู่ SOAS (London School of Oriental and African Studies) อีก 16 ปี (1980-1996) และก็ก้าวขึ้นไปเป็นถึงอธิการบดีของมหาวิทยาลัยใหม่ของอังกฤษ University of Buckingham ในยุคของ นรม. หญิงมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (1997-2000) ได้ร่วมโต๊ะเสวยกับพระราชินีนาถอลิซาเบธ ถึงขนาดได้รับรู้และรับฟังจากพระโอษฐ์ ที่ตรัสถึงเรื่องราวของ "อุษาคเนย์" และพระราชวงศ์ของไทยอย่างสนิทสนม (และ "บ๊อบ" ก็เปลี่ยนไปถือสัญชาติอังกฤษ)

ในด้านหนึ่งหนังสือ "รัฐในพม่า" เป็นกระจกเงาส่องให้เห็นอดีตของพม่า เพื่อความเข้าใจของ (ไทย) เราต่อประเทศข้างเคียงที่มีพรมแดนอันยาวเหยียด มีความสัมพันธ์อันยาวนาน มีปัญหา มี "ผู้คน" เกี่ยวข้องเป็นจำนวนแสนจำนวนล้าน

และนี่ก็ "คุ้มแสนคุ้ม" ที่จะต้องแปล และต้องอ่านงานของปรมาจารย์ผู้นี้ ในอีกด้านหนึ่งแม้เราจะพร่ำบอกตนเองว่า "ไทยเรา" ไม่เคยเป็น "เมืองขึ้น" ของฝรั่ง ไม่เคยเป็นอาณานิคม ดังนั้นประเทศไทยของเรา ต้อง “แตกต่าง” กับพม่าโดยสิ้นเชิง แต่ในการศึกษาเปรียบเทียบ ในบริบทของ "อุษาคเนย์" ในดินแดนที่อยู่ติดกันอย่างแนบแน่นยิ่งกว่า "ปลาท่องโก๋"

เช่นนี้ อะไรต่อมิอะไรหลายอย่างของไทย แม้จะไม่เหมือนพม่า แต่ก็ "ละม้ายคล้ายกัน"”อย่างน่าพิศวง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ/หรือการทหาร และนี่ก็ "คุ้มแสนคุ้ม" ที่จะต้องมองพม่า เพื่อให้เข้าใจตัวเรา "ไทย" ให้ดียิ่งขึ้น

*โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ใน พ.ศ. นี้*


หน้า 34

จาก http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra04110150&day=2007/01/11

 

ดูหนังสืออื่นๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เรื่องพม่า โดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์