สรุปการสัมมนาและรายงานข่าว
 

 

Thailand No Longer a Model Democracy for Asia, Scholar Says

January 15, 2007 http://www.irrawaddy.org/aviewer.asp?a=6574&z=163

 

Thai politics and civil society have taken a dangerous step backwards following the coup last year, placing the country in the same category as Burma , a respected Thai scholar told a conference on the military and politics in Southeast Asia in Bangkok on Sunday.

Surachart Bamrungsuk, a professor of political science at Chulalongkorn University, said that prior to the coup Thailand had a society based on democracy and was expected to be a model for Burma.

“But, because of the September 19 coup, Thai and Burmese politics are in a similar situation, in that the military dominates the country and weakens civil society,” he said

Surachart said a fallout of the coup will be Thailand 's relationship to the United States , citing the issue of whether the US would take part in a joint military exercise, called Cobra Gold, planned for this year.

“That would mean the United States adopts a double standard in dealing with the Thai military [post coup] and the Burmese junta,” he said.
    
Chanvit Kasetsiri, a historian and former dean of Thammasat University , reminded the audience that military coups are not new in Thailand and warned observers not to believe the military's promise that it would not extend its power past October, when democratic elections are planned.
  
Pornpimol Trichot, an expert on Burmese issues at the Asian Studies Institute at Chulalongkorn, said she expects the Burmese military government to maintain its control of the country for at least another 20 years, because of the support it receives from China and India and from the revenue it earns selling the country’s natural resources, especially energy. She estimated it will take about 20 years to deplete the current Burmese natural gas reserves.

“It will be a long time before civilians have power in Burma ," Pornpimol said. "I don't think I will see it during my lifetime."

In contrast, Sida Sonsri, a political science professor at Thammasat University , cited the Philippines as an Asean country where military coups seem less likely today, because it has developed a strong civil society and the press has more freedom to exercise its role of providing information, criticism and commentary.

More than 200 scholars, students, activists and members of the media attended the conference, which was organized by The Foundation for the Promotion of Social Sciences and Humanities Textbooks Project at Thammasat University .

 

 

US-Thai military exercise 'will be double standard'

http://www.nationmultimedia.com/2007/01/15/national/national_30024149.php



The public should keep an eye on whether the United States adopts a double standard in dealing with the Thai military junta vis-เ-vis the Burmese junta, said political scientist Surachat Bamrungsuk of Chulalongkorn University.

 

If the US decides to go ahead with the Cobra Gold joint military exercise with Thailand, it would be tantamount to being lenient towards the junta, said Surachat, an expert on the Thai military.

 

Suchart was speaking at a symposium on militarism and politics in Southeast Asia organised by The Foundation for the Promotion of Social Sciences and Humanities Textbooks Project at Thammasat University.

He said the Thai middle class and mass media, who professed to be pro-democracy, must think harder about how democratic their support for the September 19 coup was.

 

"Today, intellectuals, former leftists and the media are supporting the coup. We're turning the clock back to the time when the belief that the military can solve political problem held sway," said Suchart, who warned that the cycle of coups would mostly continue.

"The important question is: do Thai intellectuals want democracy or dictatorship? Those who opposed the military in 1992 are now serving the military."

 

Suchart said his fellow lecturers were now happy to receive Bt104,000 and serve as members of the National Legislative Assembly.

The coup has put Thailand's level of democracy back on par with Burma, he claimed. "Thailand and Burma are now in the same boat - with a junta at the helm," he said.

 

He said there was now no hope of embarking upon a process of military reform and entering a democratic state of society as South Korea had done, even in the medium term.

 

Historian and former Thammasat University rector Charnvit Kasetsiri warned the public not to believe all the junta's promises.

"No coup makers in the past professed to want to remain in power forever," he said.

 

Thanet Aphornsuwan, director of Thammasat University's Southeast Asian Studies programme, said those who supported the junta should simply invite the military to play politics like ordinary people and perhaps set up their own political party.

 

Sida Sonsri, Thammasat University's political scientist and an expert on the Philippines, said the Philippines' armed forces were more professional and rarely ventured into politics.

 

"They are more professional compared to Thailand and Indonesia and their political culture is more democratic with no censorship," Sida said. "Their people treat the constitution as absolute and they possess a strong civil society. So the military has no chance to rule the country."

 

Pornphimon Trichoke, a Chulalongkorn University re-searcher and an expert on Burma, said there was no hope of seeing civilian rule there in the next 20 years, until its huge natural gas reserves run out. "It's far-fetched and I don't think I will see it during my lifetime," she said.

 

Subhatra Bhumiprabhas,

Pravit Rojanaphruk 

The Nation

 

 

 

วงสัมมนา"ทหารกับการเมือง"ชี้ สังคมอ่อนแอร้องหาแต่"ทหาร"
จาก หนังสือพิมพ์มติชน
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0116150150&day=2007/01/15


มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดสัมมนาเรื่อง "ทหารกับการเมืองในอุษาคเนย์ : ศึกษาเปรียบเทียบกรณีของไทย พม่า อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์"ขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อทหารเข้ามายึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 กลุ่มนักวิชาการก็ตกอยู่ในภาวะตีบตันไม่น้อย การแทรกแซงการเมืองไทยของฝ่ายทหารถือได้ว่าเป็นปกติ ปรากฏการณ์ต่างๆ นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งที่ผ่านมามีถึง 23 ครั้ง เฉลี่ยได้ 3 ปีกว่าต่อ 1 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงทางการเมืองจะทำการเองไม่ได้ ทหารจะต้องมีผู้ร่วมมือด้วย เช่นนักกฎหมาย การยึดอำนาจทุกครั้งและการร่างรัฐธรรมนูญจะมีกลุ่มพวกนี้เป็นสำคัญ ระบอบทหารเท่ากับระบอบเผด็จการใช่หรือไม่ คำตอบที่ได้คือ ไม่ใช่ ระบอบทหารสามารถเดินทางไปในทางด้านประชาธิปไตยได้เช่นกัน โดยสถิติแล้วการแทรกแซงของทหารกับการเมืองไทยดูจะปกติเสียยิ่งกว่ากิจกรรมการเมืองอื่นๆ ด้วยซ้ำไป ปรากฏการณ์ที่เรียกว่ากบฏ รัฐประหาร ปฏิรูป ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยใช้อาวุธ คนทั่วไปเข้าใจว่าทหารกับการเมืองเกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ในเชิงรัฐศาสตร์ ทหารเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมรัฐชาติ

นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่น่าสนใจก็คือว่าคนที่ออกมาสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนี้จำนวนมากเป็นคนเดือนตุลาฯ เกิดอะไรขึ้นกับฝ่ายซ้าย ปัญญาชนและสื่อ ไม่ต้องพูดถึงคนชั้นสูง เป็นเรื่องปกติของชนชั้นสูง

"เราเคยถามตัวเองไหมว่าตกลงเหตุการณ์นี้เราตอบตัวเองอย่างไรเราฉลองเหตุการณ์ 6 ตุลา อย่างไร ปัญหาดูเหมือนว่าเราเริ่มหวนกลับไปสู่การเมืองที่เราคิดทหารแก้ปัญหาได้" นายสุรชาติกล่าว

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า คำถามที่น่าสนใจคือชนชั้นกลางไทยจะเอาประชาธิปไตยหรือเอาเผด็จการ อดีตของปัญญาชนในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เคยเคลื่อนไหวต่อต้านทหารอย่างหนัก วันนี้กลับเข้าไปทำงานรับใช้ทหาร

นายสุรชาติกล่าวว่า ปัญหาระหว่างทหารกับการเมืองเป็นปัญหาที่ตกค้างแต่ไม่เคยตกผลึกหลังปี2535 เราปล่อยประเด็นนี้ค้างไว้ สุดท้ายเมื่อไม่ออกแบบโครงสร้างมันสะท้อน คือ 1.สะท้อนความอ่อนแอของประชาสังคมไทยที่ทั้งไม่เข้าใจและไม่ใส่ใจกับความสัมพันธ์กับกองทัพ 2.สะท้อนความไม่ตระหนักของฝ่ายการเมือง คือมองว่ากองทัพไม่มีอะไรแล้ว 3.ยังมีผู้คนในสังคมไทยมากพอสมควรที่มีความคิดความเชื่อทางการเมืองว่าเมื่อเกิดปัญหาการเมืองต้องให้ทหารมาจัดการ

"หลังสงครามเย็น จะพบว่าประเทศที่ยังถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารนั้นมีน้อยลงมาก เราจะเห็นได้ว่าการเมืองในโลกสวนทางกับการที่รัฐบาลถูกปกครองโดยทหาร แต่เราจะยังเห็นการรัฐประหาร อัฟกานิสถาน เนปาล ไทย และฟิจิ เราจะเห็นว่าทหารกับการเมืองไม่ได้หายไปจากวงจรชีวิต" นายสุรชาติกล่าว

หน้า 14


 

ปี 2550 บทบาททหารไทย ไม่ห่างไปจากการเมือง

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx?Newsid=111825&NewsType=1&Template=2

 

ทหารกับการเมืองไทย หนีจากกันไม่ค่อยออก ดังนั้นในปี 2550 บทบาททหารจะเป็นอย่างไร พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ถ่ายทอดความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ

 

มองภาพทหารในอนาคตจะต้องเป็นแบบไหน
  ต้องเป็น “ทหารอาชีพ” แต่เมื่อเขาพูดคำนี้เรื่อยมา ผมว่าในคำว่า “ทหารอาชีพ” จะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเป็นทหารอาชีพในขณะเดียวกันต้องมีความเข้าใจเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องทหารอย่างกว้างขวางมากขึ้นด้วย บางที อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่น แต่ก็ยังต้องเป็นทหารแท้อยู่ ทหารอาชีพจริง ๆ แล้วมีไม่ใช่น้อย เขาทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ก้มหน้าก้มตาทำงาน ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นทหารอาชีพไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอะไรเลยเป็นทหารที่น่ายกย่อง
 
“ผมว่าทหารต้องมีความอดทน ไม่ใช่เกิดอะไรขึ้นนิดหน่อยก็โวยวายไปทุกเรื่อง ถ้าเป็นอย่างนั้นสังคมไม่มีสงบ ทหารควรที่จะต้องอดทน ที่สุด เพราะทหารถืออาวุธ ถ้าเป็นคนอดทนน้อยแล้วถืออาวุธจะยุ่งน่าดู จึง ต้องอดทนถึงที่สุด ทหารต้องอดทน ต้องขยันทำงาน ต้องมีความซื่อสัตย์กับผู้บังคับบัญชา ต้องไม่ไปยุ่งการเมืองในเชิงหาผลประโยชน์ใส่ตัว ถ้าพูดไปแล้วสังคมมีหมด เพียงแต่ว่ามีมาก มีน้อย มันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไม่ว่าจะอาชีพอะไรก็แล้วแต่ ต้องเป็นคนที่มีอาชีพนั้น ๆ ที่จะเลือกมาเป็นผู้บังคับบัญชา คนที่วอกแวกชอบไปเหยียบตรงนั้นที ตรงนี้ที หาประโยชน์เพื่อให้ตัวอยู่ได้ถ้าเลือกมาก็เป็นความโชคร้าย แต่สังคมที่ดีถ้าประชาชนรู้ทันก็ดีไม่เช่นนั้นก็แย่”      

 

ทหารก็ยังถูกมองว่าต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
  ทหารต้องเกี่ยวข้องเพราะเราคือประชาชนที่จะต้องรู้เรื่องการเมือง ไม่เช่นนั้นก็ลงคะแนนเลือกตั้งไม่ถูก ในฐานะประชาชนก็ต้องเกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่ไปยุ่งและมาเกี่ยวข้องกับชีวิตรับราชการ เมื่อการเมืองเข้ามายุ่งคงไม่ใช่เรื่องของทหารฝ่ายเดียว มันคงต้องหลายฝ่าย เข้าใจจุดนี้และกติกาชัดเจน หรืออะไรที่เป็นกฎ ระเบียบ จะต้องมีอะไรมารองรับที่เป็นกฎหมาย จะทำให้เดินหน้าไปในทางที่ดีเพื่อบ้านเมือง
 
“มีการพูดว่าการเมืองมายุ่งกับทหาร การทหารไปยุ่งกับการเมือง เขาเรียกว่าปรบมือข้างเดียวไม่ดัง ซึ่งรู้ ๆ กันอยู่ ผมว่าดีที่สุดคือยุ่งในสิ่งที่ควรจะยุ่ง ไม่ใช่ยุ่งในเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้คนขวัญเสีย มันไม่ใช่การเมืองอย่างเดียว ผมว่าอะไรก็ตามที่มันทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม ถึงแม้การเมืองไม่ยุ่งบางทีมันก็ไม่ยุติธรรม แต่ ว่าถ้าการเมืองมายุ่งยิ่งหนักเข้าไปอีก”

 

รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารด้วยใช่หรือไม่
  เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นเรื่องสำคัญของทหาร เพราะทหารฝึกเรียนกันมาเพื่อเป็นทหาร ทหารก็ต้องมีผู้บังคับบัญชา ถ้าเราไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาเราก็เป็นลูกน้อง เมื่อเป็นลูกน้องนาน ๆ เข้าก็อยากจะเป็นผู้บังคับบัญชาบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อถึงเวลาควรจะเป็นแล้วไม่ได้เป็น มันก็มีความทุกข์ หรือเห็นคนที่เขาไม่ควรเป็นไปเป็นแล้วก็ทำให้รู้สึกไม่ดีอย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าเห็นคนที่ควรเป็นแล้วได้เป็นมีความรู้สึกที่ดีขึ้น ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นก็แล้วแต่ อย่างน้อยที่สุดต้องมีความยุติธรรม มีความเหมาะสม ถ้าเราจัดการได้ดี ภาพนั้นก็ออกมาดี เป็นการบ้านของเราทุกคนที่จะต้องทำให้ภาพเหล่านี้ออกมาไม่ว่าจะเป็นทหารแต่ต้องเป็นทุกอาชีพ

ที่ผ่านมาการเมืองจะเข้ามาแทรกแซง ชี้นำในกระบวนการแต่งตั้ง มองว่าหลังจากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะหมดไปหรือไม่
  ผมว่าเรื่องพวกนี้เราไม่ควรจะไปโทษใคร บางทีเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองบางคนก็มาบอกว่าประชาธิปไตยเราไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ครึ่งใบบ้าง หรือบางคนบอกว่าประเทศของเราไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นก็ถกกันไปเรื่อย ผมว่าเราต้องมองอะไรหลาย ๆ ด้าน อะไรเหมาะกับสภาพสังคมและอะไรเป็นสิ่งสำคัญของพื้นฐานที่สุด คนของเราโดยพื้นฐานกรรมพันธุ์หรือวัฒนธรรม แต่ถ้าเป็นกรรมพันธุ์ต้องพูดกันเป็น 100 ปีถึงจะเปลี่ยนได้ และถ้าเป็นวัฒนธรรมก็อาจจะเป็น 10-20 ปี น้อยลงมาแต่ก็ยังยาว ฉะนั้นจึงต้องถกกันอย่างกว้างขวาง ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าคนที่เขียนกฎ กติกา คิดกันลึกซึ้งแค่ไหน สังเกตว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตบางทีไม่ได้คิดอะไรมาก เป็นเรื่อง ตอบสนองเฉพาะหน้าหลายครั้ง โลกเรามีปัญหาเรื่อยไปเป็นเรื่องธรรมดา ที่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ก็อย่าคิดว่าจะสมบูรณ์แบบตามนั้น เอาเพียงว่า ใกล้เคียงพอไปได้ คิดเพียงว่าหน้าที่ของเราต้องทำให้ดีที่สุด อย่างการเลือกผู้นำต้องเลือกคนดีมานำ มามีบทบาทอย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสไว้ การมีผู้นำที่ดีทำให้อะไร ๆ ดีขึ้นเยอะ ถ้าคนดีมาเป็นผู้ตามอยู่เรื่อย ๆ มันก็ยาก
 
หลังการปฏิรูปการปกครองฯ ทหารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
  เป็นธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับอะไรหลาย ๆ อย่าง การที่ทหารเข้ามาเพราะมีความจำเป็น ส่วนที่มีคนต่อต้านก็ต้องดูว่าเขาต่อต้านเพราะอะไรต้องดูในรายละเอียด เขาอาจจะมองไปไกลถึงอนาคต วาดภาพเป็นตุเป็นตะ ว่าทหารจะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เกิดความระแวง ว่าทหารจะเข้ามาสืบทอดอำนาจ กลัวภาพเก่า ๆ จะกลับเข้ามา เขาเรียกว่าโรคกลัวอดีตว่าจะเกิด ขึ้นมาอีก จะทรมานนิดหน่อย ผมว่าเราอย่าไปกลัว สังคมหนึ่งถ้าไม่ชอบใจเห็นว่าอะไรที่ดีกว่าคิดให้รอบคอบแล้วก็ต้องช่วยกันให้เป็นไปตามนั้น คงวาดภาพสิ่งที่ไม่มีบางทีเสียเวลาเปล่า
 
มีปราชญ์คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า มนุษย์ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิด วิตกกังวลกับเรื่องที่ในที่สุดก็ไม่มีประโยชน์ที่จะคิด คือเมื่อคิดว่าจะเป็นอย่าง นั้น อย่างนี้ แต่เมื่อถึงเวลาไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เป็นคนละเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น ถ้าทำงานเยอะ ๆ จะไม่ทำให้คิดมาก จะช่วยให้กิเลส ตัณหาลดลง คนว่างงานยิ่งคิดไม่ดี ยิ่งโลภโมโทสัน คนที่ทำงานเยอะ ๆ เขามีความสุขกับการทำงาน ไม่อยากจะได้อะไร รวมทั้งไม่อยากจะมีตำแหน่งด้วยเพราะทำให้เหนื่อย แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว แต่คนที่ไม่ทำอะไรทำให้เขาคิดว่าทำให้เขาได้โน่นได้นี่

 

การปรับโครงสร้างกองทัพ.ในปี 2550 จะเป็นอย่างไร
  .......การปรับโครงสร้างกองทัพได้ดำเนินการมาตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมาจะไม่ใช่การปรับใหญ่ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาต้องการให้มีการปรับใหญ่ จริง ๆ แล้วการปรับโครงสร้างกองทัพในอดีตก็ผ่านคณะรัฐมนตรีไปครั้งหนึ่งแล้ว คงจะต้องนำมาผ่านใหม่ ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเพียงแต่นำมาปรับปรุงอีกเล็กน้อย และระหว่างที่พระราชบัญญัติยังไม่ออกเพราะต้องไปผ่านสภา เดิมยังไม่ผ่านต้องรอให้เข้าสภากลาโหมก่อน ซึ่งไม่มีขั้นตอนมาก ผ่านสภาก็ต้องมีกฎหมายลูกต่าง ๆ รองรับ
 
ทั้งนี้กฎหมายลูกได้มีการทำไว้นานแล้ว เพียงแค่นำมาปรับปรุงก็ใช้ได้ บางอย่างก็ทำไปแล้วโดยไม่มีกฎหมายออกมา เนื่องจากเรามีอำนาจที่จะทำกฎหมายเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าและบางส่วนปฏิบัติแล้ว เช่น ในส่วนของกองบัญชาการทหารสูงสุดได้จัดตั้งศูนย์สันติภาพเรียบร้อยเพียงแต่ยังไม่เปิดตึก หรือการตั้งกรมกิจการชายแดนตามกฎหมายใหม่ และศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากลตั้งเรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน

 

เวลานี้รอเพียงกฎหมายผ่านสภา
  ใช่ รอให้กฎหมายออกมา จากนั้นเรามีเรื่องอื่นที่ต้องทำอีกหลายเรื่องที่ยังทำไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมาย แต่หลายเรื่องแม้จะไม่มีกฎหมาย  ก็สามารถทำไปได้ก่อนเราทำล่วงหน้าไปเลย ชื่อเต็มของกฎหมายที่ว่านี้คือพระราชบัญญัติจัดส่วนราชการกระทรวงกลาโหม นอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องใหญ่อีกเรื่องคือการมีพลเรือนในกระทรวงกลาโหม เป็นเรื่องใหญ่เรื่องที่ดีแต่จะมีมากมีน้อย เมื่อกฎหมายลูกออกมาแล้วต้องมาทำให้ดี ผมคิดว่าน่าจะผ่านรัฐบาลนี้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นปัญหามีแต่เรื่องสร้างสรรค์ ไม่มีอะไรที่น่าวิตกจริต

 

เป็นครั้งแรกที่จะให้มีพลเรือนในกระทรวงกลาโหมใช่หรือไม่
  สมัยก่อนก็มี แม้กระทั่งปัจจุบันก็มีแต่มีไม่มาก ต่อไปจะทำอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะหน่วยที่ไม่ต้องถืออาวุธ เช่น หน่วยแพทย์ หน่วยวิชาการ เป็นต้น หรือบางแห่งต้องถืออาวุธก็ต้องมีพลเรือน ตนมอง ว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะต่างประเทศเขาก็ทำมานานแล้ว และเป็นสากลทั่วโลกไปแล้วว่าในกระทรวงกลาโหมจะต้องมีพลเรือนมากพอสมควร แต่  ทั้งนี้ก็มีคนวิตกจริตเหมือนกัน บางคนกลัวว่าเมื่อมีพลเรือนในกระทรวงกลาโหม ต่อไปก็ต้องถอดเครื่องแบบออก จริง ๆ แล้วต้องดูที่ความสมัครใจมากกว่า ใช้วิธีชักจูงใจไม่ใช่อยู่ดี ๆ ไปบอกว่าให้ถอดเครื่องแบบออกได้แล้วมันไม่ใช่.