รวมข่าวเสวนา “ทางวิชาการ”: เสรีภาพทางวิชาการกับวิกฤตการเมืองไทย

 

ประชาไท  - วานนี้ (4 ก.ค.50) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดเสวนาเรื่อง “เสรีภาพทางวิชาการกับวิกฤตการเมืองไทย”

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8716&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

 

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เริ่มต้นว่า แม้ว่าคำ “เสรีภาพ” จะได้รับการรองรับอย่างเป็นทางการจาก “ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1” เมื่อปี 2475 แต่คำว่าเสรีภาพทางวิชาการแพร่หลายตั้งแต่ทศวรรษ 2500 ซึ่งเริ่มมีอาชีพนักวิชาการในมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง โดยนักวิชาการในมหาวิทยาลัยมุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวคิดเสรีนิยม ซึ่งจะต้องเป็นอิสระจากรัฐราชการและอำมาตยาธิปไตย ที่ผ่านมานับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ประชาธิปไตยซึ่งก็หมายถึงเสรีภาพทางวิชาการในเวลาเดียวกัน ได้เจริญเติบโตไม่น้อย นักวิชาการไทยถูกจำกัด เซ็นเซอร์จากรัฐและตัวเองเพียงแค่เรื่องกษัตริย์และศาสนา

 

ดร.ชาญวิทย์ กล่าวต่อว่า การัฐประหาร 19 กันยายน ได้รื้อฟื้นระบอบอำมาตยาธิปไตยอันมีพลเอกเป็นผู้นำขึ้นมาใหม่ และอาจจะอยู่กับเราไปอีกนาน มีสัญญาณที่น่าวิตกด้วยว่า เสรีภาพทางวิชาการกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากผู้กุมอำนาจ มีการจำกัดเสรีภาพในการเผยแพร่หนังสือ เช่น Coup for the Riches นิตรยสารฟ้าเดียวกัน การปิดเว็บไซต์หมื่นกว่าแห่งในเวลาไม่ถึง 10 เดือน นอกจากนี้ยังมีการรื้อฟื้นบทบาทของกอ.รมน. อันเป็นบทบาทของรัฐบาลทหารในสมัยสงครามเย็นและการต่อต้านคอมมิวนิสต์ พร้อมกับปลุกบทบาทกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นใหม่

 

“บทความของนักหนังสือพิมพ์อย่างกวี จงกิจถาวรเคยเขียนว่า เว็บที่ถูกปิดเป็น 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ เรื่องลามก เรื่องต่อต้านสถาบันกษัตริย์ และเรื่องต่อต้านทหารกับรัฐบาล กวีได้วิจารณ์ว่าไทยคงจะหลงทางไปแล้วในห้วงอวกาศของยุคอินเตอร์เน็ต และมีสถานะไม่ต่างจากพม่า ซาอุดิอารเบีย ตูนีเซีย อิหร่าน ฯ”

 

ส่วนกรณีศ.คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี แจ้งข้อหาหมิ่นประมาท ดร.มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ กรณีที่เขียนหนังสือ “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2526 ดำเนินการจัดพิมพ์โดยดร.ชาญวิทย์ เมื่อปี 2543 เนื่องในวาระ 100 ปีชาตกาลปรีดีฯโดยผู้แจ้งข้อกล่าวหาระบุว่าได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เนื่องจากหนังสืออ้างช่วงหนึ่งถึงความคลางแคลงใจต่อท่าทีของฝ่ายบริหารเป็นอย่างมาก กรณีที่ศ.คุณหญิงนงเยาว์ ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในทำนองว่าอาจารย์ปรีดี เป็นเพียงแค่ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นเท่านั้น แต่ต่อมาในระยะหลังก็มิได้มีความผูกพันใดๆ กับทางมหาวิทยาลัย

 

ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2550 ดร.ชาญวิทย์ได้รับหมายเรียกพยานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ไปให้ปากคำ ซึ่งดร.ชาญวิทย์ ยืนยันว่า ผลงานและข้อความในหนังสือดังกล่าวเป็นการเสนอข้อเท็จจริง แสดงความเห็นติดชมเป็นไปตามเนื้อผ้า ที่ได้จากข้อมูลลายลักษณ์อักษร ทั้งผู้เขียนและผู้พิมพ์ไม่ได้มีเจตนาทำให้ศ.คุณหญิงนงเยาว์ เสื่อเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด

 

“คดีนี้นี้ถ้าไม่ใช่เพราะความเข้าใจผิดก็เป็นเพราะมาตรฐานอันต่ำของเสรีภาพทางวิชาการไทย” ดร.ชาญวิทย์กล่าว

 

ผศ.ธำรงค์ศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเพิ่งชนะคดีไม่นาน กรณีที่ถูกบมจ.ไอทีวีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 80 ล้าน เนื่องจากเขียนบทความเรื่อง “หยุดซื้อสินค้าในไอทีวี” จากปัญหาการแก้ไขสัญญาสัมปทานไอทีวี กล่าวว่า ในทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอด 75 ปีแล้ว การรัฐประหาร 19 กันยาถือเป็นเพียงจุดเปลี่ยนอีกครั้งในการกลับมาของนักการเมืองทหารและข้าราชการประจำ หลังจากที่เหตุการณ์พฤษภาเลือดเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทหารในการเมืองไทย ที่ถูก “ใส่หม้อถ่วงน้ำ”

 

“19 กันยา เป็นเพียงการฟื้นคืนชีพของปีศาลประชาธิปไตย หลังจากถูกถ่วงน้ำไปเมื่อปี 35” ผศ.ธำรงศักดิ์กล่าว

 

เขากล่าวต่อว่า ผลของการมีการรัฐประหาร 19 ก.ย. ทำให้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยได้รับความเชื่อมั่นจากผู้คนตลอดว่าเป็นกฎหมายสูงสุดพังทลายลง ไม่มีใครยอมรับเรื่องนี้จนกลายเป็นวิกฤตการของการยอมรับ ทั้งที่กฎหมายอยู่ได้ด้วยการยอมรับของประชาชน

 

นอกจากนี้เขายังแสดงความเสียดายที่การเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มอำนาจเดิม กลายเป็นปัจจัยเงื่อนไขให้ทหารอ้างการคงอำนาจไว้ ดังเช่นที่เคยมีตัวอย่างในอดีตหลายกรณีไม่ว่ากรณีกบฏวังหลวงของนายปรีดี พนมยงค์ ที่ทำให้ปรีดีต้องลี้ภัยไปปักกิ่ง จนถูกสหรัฐและรัฐบาลทหารขณะนั้นนำมาเป็นเครื่องมือปลุกผีคอมมิวนิสต์ และผู้คนในสังคมก็เชื่อ เพราะสื่อทั้งหมดตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ

 

“การเคลื่อนไหวของทักษิณและกลุ่มอำนาจเดิม ตอนนี้ถูกลดทอนเหลือแค่การปกป้องทรัพย์สินของตนเอง ของครอบครัวเท่านั้น”

 

ผศ.ธำรงศักดิ์ ยังอ้างงานวิชาการต่างประเทศที่ระบุว่าบทบาทของทหารมีอย่างเดียวคือ อำนาจและความมั่นคั่ง และหลังจากนี้ทหารกำลังจะต้องเผชิญหน้ากับภาวะ “ตระบัดสัตย์” ซึ่งเป็นคำที่ปรากฏในการเมืองไทยหลายครั้ง วิกฤตการณ์หลายหนที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจากการตระบัดสัตย์ เพราะไม่มีการยึดอำนาจใดที่จะไม่แสวงหาตำแหน่งแห่งที่ในทางการเมืองเพื่อสืบต่ออำนาจของตนเอง

 

เขากล่าวสรุปว่า น่าแปลกที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามสร้างวัฒนธรรมของประชาธิปไตยและเสรีภาพ  แต่เมื่อเกิดวิกฤตทักษิณ และรัฐประหาร 19 กันยายน  วัฒนธรรมอำนาจนิยมก็กลับมาอีกครั้ง และโดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาที่หันมาใช้วัฒนธรรมนี้โดยพร้อมเพรียงกัน

 

ดร.มรกต เจวจินดา อาจารย์จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวยกตัวอย่างถึงรัฐธรรมนูญปี 1833 ของเยอรมนี ซึ่งเป็นฉบับแรกๆ ที่ให้สิทธิทางการเมืองและตระหนักถึงเสรีภาพสื่อมวลชน แต่หลังจากนั้นเมื่อเจ้าผู้ปกครองคนใหม่ขึ้นครองราชย์ ก็ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญนี้ แต่มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกอร์ทิงเก้นที่รวบรวมรายชื่อ 7 คน เพื่อคัดค้านการยกเลิกรัฐธรรมนูญดังกล่าว จนถูกสอบสวนจากมหาวิทยาลัยและถูกไล่ออก ในจำนวนนั้นมีพี่น้องตระกูลกริมม์ ซึ่งเขียนเทพนิยายกริมม์ด้วย ทั้งคู่ถึงกับถูกยื่นคำขาดให้ออกจากเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือความตกต่ำอย่างหนักของมหาวิทยาลัย ไม่มีใครอยากเรียนอยากสอนที่นั่น กระทั่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวในเยอรมนีทำให้เกิดการปฏิวัติปี 1848

 

“นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายในศตวรรษที่ 19 มาถึงศตวรรษที่ 21 การกดเสรีภาพทางวิชาการ และเสรีภาพทางการเมือง ราคาของมันยิ่งสูงกว่ามากนัก เพราะเป็นยุคของโลกาภิวัตน์” ดร.มรกตกล่าว

 

ดร.มรกต ขยายความว่า ในยุคโลกาภิวัตร์ซึ่งสังคมแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันมาก สิ่งที่จะเป็นทุนให้สังคมก้าวทันความซับซ้อนของยุคนี้ก็คือ ทุนทางวัฒนธรรมที่ทำให้สังคมเป็นสังคมแห่งความรู้ หากไม่มีการส่งเสริมให้ดี คนก็จะมีความเข้าใจความหมายของสังคมความรู้หดแคบเหลือเพียงอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยี การจัดการ แต่ลืมไปว่าแท้จริงมันคือ การมีเสรีภาพในการสร้างความคิดเห็นที่แตกต่าง แปลกใหม่ เพื่อหาความรู้ใหม่ๆ

 

“การขาดทุนทางวัฒนธรรมนี้ทำให้สังคมขาดพลัง เป็นการฆ่าตัวตายของสังคมไทยในระบบโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน” ดร.มรกตกล่าว

 

ขณะที่ ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน ตั้งคำถามว่าอะไรคือนิยามของเสรีภาพและการเซ็นเซอร์  ในความเป็นจริงดูเหมือนจะมีความแตกต่างในการเรียกร้องต่อสู้เพื่อเสรีภาพในบรรดานักวิชาการและนักเคลื่อนไหว สิ่งที่เราเห็นด้วยแล้วถูกกระทำเราเราเรียกมันว่าการเซ็นเซอร์ แต่เมื่อสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยถูกกระทำ เราจะเรียกมันว่าการเซ็นเซอร์และต่อสู้เรียกร้องเสรีภาพเช่นกันหรือไม่

 

ธนาพลยังยกตัวอย่างการนิยาม “เสรีภาพ” จากจุดที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ เช่น การพาดหัวของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจที่ระบุว่า “การเมืองเปิด”ทำให้ช่องเนชั่นได้กลับเข้ามาแข่งขันออกอากาศตามสถานีต่างๆ อีกครั้ง ในขณะที่เขาเห็นว่าบรรยากาศตอนนี้ไม่มีทางที่จะนิยามว่า “การเมืองเปิด” ได้

 

นอกจากนี้เขายังตั้งข้อสังเกตอีกว่า เสรีภาพทางวิชาการไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเสรีภาพของนักวิชาการที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น การนิยามคำว่า “วิชาการ” อย่างแคบทำให้งานประเภทอื่นๆ ที่ไม่ถูกนับเป็นวิชาการไม่ได้รับการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก มีการยกตัวอย่างหนังสือเกี่ยวกับปรีดี พนมยงค์ ที่เล่มหนึ่งเขียนในรูปแบบวิชาการเพื่อเชื่อมโยงปรีดีกับกรณีสวรรคตของร.8 ขณะที่อีกเล่มของสุพจน์ ด่านตระกูล เขียนในรูปแบบสารคดีการเมือง แต่เข้าใกล้ความเป็นจริงของประวัติศาสตร์มากกว่า

 

“ที่จริงแล้ว เสรีภาพก็คือเสรีภาพ ความจริงก็คือความจริง” ธนาพลกล่าว

 

อาจารย์วิภา ดาวมณี อาจารย์จากวิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา มธ. กล่าวถึงประสบการณ์ของตนเองในการสอนที่มธ. ว่า รู้สึกสับสนในสโลแกนของธรรมศาสตร์ในเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย เพราะเมื่อครั้งสอนที่มหาวิทยาลัยรังสิตยังมีเสรีภาพมากกว่าในการจัดรูปแบบการสอนนักศึกษา มีการพานักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองโดยสมัครใจได้ ขณะที่ที่ธรรมศาสตร์จะมีข้อจำกัด แม้แต่การขอใช้ห้องจัดเสวนาก็ยังยากลำบาก หากเป็นประเด็นจำพวกสังคมนิยม โลกที่ใฝ่ฝัน ไม่ใช่ประเด็นนักบริหาร นอกจากนี้การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ก็เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ มีการบังคับให้ใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์ในบางคณะ ทั้งนี้ แต่ละคณะในมหาวิทยาลัยก็มีเสรีภาพในระดับที่แตกต่างกันไป

 

นอกจากนี้ยังมีการแสกนนิ้วมือของเจ้าหน้าที่ในคณะเช้า กลางวัน เย็น เป็นนวัตกรรมใหม่ของการตอกบัตร และคาดว่าอาจารย์ซึ่งกำลังกลายเป็นพนักงานก็จะต้องทำแบบเดียวกันหากมีการออกนอกระบบอย่างสมบูรณ์

 

อาจารย์วิภาเสนอว่า สิ่งที่บรรดาอาจารย์ต้องทำเพื่อให้มีเสรีภาพในทางวิชาการ หรือเสรีภาพในการแสดงออกต่างๆ รวมถึงอิสระในการทำงาน คือ ต้องตั้งสหภาพแรงงานอาจารย์ เพราะตอนนี้อาจารย์ก็ไม่ต่างอะไรกับพนักงานปกคอขาวอื่นๆ ทั่วไป

 

ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง พ.ร.บ.ความมั่นคง ว่า หลังจากดูเนื้อหาในพ.ร.บ. นี้พบว่า ให้อำนาจทหารมากเกินความจำเป็น ไม่มีมาตรการตรวจสอบใดๆ เลยแม้แต่ศาล ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ Homeland Security Act ของสหรัฐที่ร่างขึ้นเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายและถูกวิจารณ์ว่ากฎหมายนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายด้านก็ยังต้องให้อำนาจศาลในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ในพ.ร.บ.ความมั่นคงยังการนิยาม “ภัยต่อความมั่นคง” ที่มีคำจำกัดความกว้างขวางมาก

 

ศ.ดร.ผาสุก ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ขณะนี้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่มอีก 11 คน เป็นเพราะจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ตอนนี้ไม่พอที่จะผ่านกฎหมายฉบับนี้หรืออย่างไร รวมทั้งมีกระแสว่า ร่างกฎหมายนี้ผ่านครม.อยู่ชั้นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ออกมาบอกว่าอาจจะเลื่อนพิจารณาไปเป็นปีหน้า เพราะมีงานล้นมือ พอดีกับที่ผู้มีอำนาจออกมาให้สัมภาษณ์ว่าอาจต้องเลื่อนการเลือกตั้งไปเป็นปีหน้าเช่นกัน

-----

งานเสวนาจัดโดย

สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภาพประกอบหน้าแรกจาก http://atlasshrugs2000.typepad.com/atlas_shrugs/images/academic_freedom.jpg

 

 

Internal Security Act outrages academics

ISOC bill would give Army huge powers 'and must be opposed'



http://www.nationmultimedia.com/2007/07/05/politics/politics_30039437.php

 

The proposed National Security Act will usher Thailand back into a totalitarian era and must be resisted by all means, academics warned yesterday.

"It will likely return Thailand to a state of dictatorship and climate of fear," said Prof Pasuk Phongpaichit, a leading political economist at Chulalongkorn University.

"The freedom of academics, NGOs and activists will be threatened and this is something we must oppose."

He said the draft law would allow future Army chiefs, who would also serve as head of the Internal Security Operations Command (ISOC), to arrest people without warrants, detain them for seven days subject to unlimited renewal of detention orders and ban public gatherings.

Those affected would have no right to petition the court unless they could prove they had been wrongly prosecuted.

Pasuk said the proposed Thai law was worse than the US Homeland Security Act of 2002 as the American law still upholds the court's power and it applies only to foreigners.

Thamrongsak Petchlert-anan, a Rangsit University political historian, said the draconian law would be a dream come true for military dictators, as even the notorious Field Marshal Sarit Thanarath had failed to enact one.

"The National Security Act was Sarit's dream … wherein the views of the military become law. It was not realised then but may now materialise," Thamrongsak said.

He was one of the speakers at a symposium on academic freedom and the political crisis organised by Thammasat University's Southeast Asian Studies Programme and Mahidol University's Centre for Human Rights Education and Social Development.

The historian said the junta leaders were seriously putting themselves at risk by not honouring their mission statement for staging the coup, which claimed it had nothing to do with grabbing power.

Assoc Prof Kritaya Archavanitkul, who heads the human rights programme at Mahidol, said the attempt to pass the law was the clearest evidence since the takeover last September that the generals were plotting to remain in power.

"There will be state within a state where the Army chief wields immense power. It will destroy the basic rights and liberties of all parties. Their move [to pass the law] is like a strip dance and even those [in civil society] who supported the coup are now having second thoughts."

The true nature and intention of the coup makers had never changed, he claimed.

"They seek to have instruments that will enable them to extend their grip on power."

Thammasat historian Thanet Aphornsuwan said that when looking at Thailand's historic struggles against military tyranny, it was unfortunate that some people seemed to fail to learn from the past.

"I'm rather pessimistic." 

Pravit Rojanaphruk,

Subhatra Bhumiprabhas

The Nation

 

 

BangkokPost July 6, 2007 
 
FREE SPEECH
 
'Climate of fear' if security bill is passed
ACHARA ASHAYAGACHAT
 
The national security bill, which increases the
military's power, will create a climate of fear in the
country, a seminar was told yesterday. 
 
Phasuk Phongpaijit, an economist with Chulalongkorn
University, said if the bill is approved, it could
hamper activities launched by activists, politicians,
non-governmental officials and academics who oppose
the government. 
 
''Compared to the US Homeland Security Act, the
national security bill, which empowers the army
commander to be director of the Internal Security
Operations Command (Isoc), will make Thais
defenceless. 
 
''The US law only curbs the rights of immigrants, not
its own citizens as this one does,'' she told a
seminar on curbs on academic freedom and freedom of
speech imposed since the coup. 
 
Charnvit Kasetsiri, a former rector of Thammasat
University, said the Sept 19 coup had already curbed
freedom of expression in society at large, and on
university campuses. 
 
Signs of deteriorating freedom of expression included
self-censorship at universities of books or activities
involving certain academics, and curbs on access to
political websites, he said. 
 
http://www.bangkokpost.com/News/05Jul2007_news06.php

 

ACADEMIC FREEDOM

Historian calls for unity to fight lawsuit against author

ACHARA ASHAYAGACHAT

 

Historian Charnvit Kasetsiri has launched a fund-raising campaign to fight a defamation charge filed by former Thammasat University rector Khunying Nongyao Chaiseree for comments in a thesis on former prime minister Pridi Banomyong. Mr Charnvit likened the defamation charge as ''terror against intellectuals'' and called on academics to support a ''historical academic freedom fund'' to fight it.

 

The retired historian was speaking at a Chulalongkorn University seminar on academic freedom in historical works.

 

Mr Charnvit will testify at the Bangkhen police station today as chairman of the exhibition's organising sub-committee for the centenary celebration of late statesman Pridi Banomyong and director of the Thammasat University's archives project.

 

In 2000, the project published The Images of Pridi Banomyong and Thai Politics: 1932-1983, a book written in 1994 by Morakot Jewachinda for a master's degree in history at Chulalongkorn University's faculty of arts.

 

Khunying Nongyao filed a defamation charge against Ms Morakot in August 2006. What she found unacceptable was a newspaper excerpt in the book which said:

 

''Nongyao's interviews with the media, that preparations for receiving Pridi's body and construction of a Pridi monument was the government's decision, had made students believe the university administration did not give any importance to the late statesman.''

 

In an interview with the Bangkok Post, Khunying Nongyao said: ''The information published in the book was totally false. Why would I give an interview that ignored Pridi's contributions to Thammasat University?

 

''If it was to exercise academic freedom, the book should be in the library, not for public consumption and commercial use. This book has severely damaged my reputation,'' she added.

 

Khunying Nongyao said she was too busy as a member of the auditor-general's board at the time of the book's release. She only recently learned about its disturbing contents and decided to go to court.

 

Retired associate professor Wutdichai Moolsilpa, president of the History Society, said the society's board members were equally disturbed by the lawsuit and would discuss the matter with Ms Morakot, who was now teaching in Srinakarinwirot University's history department.

 

Ms Morakot had made a minor error as she attributed the excerpt from Siam Mai magazine to Matichon newspaper, he said. She did not make the comments herself, and it was a pity the lawsuit was filed against her, he added.

 

''How can we make the learning of history an academic pursuit as was originally intended by King Chulachomklao, when he set up the archaeology club, expecting it to teach Thais both good and bad lessons?'' Mr Wutdichai said. ''Now it seems we cannot afford to criticise anything, but only do flattery.''

 

The Office of the National Culture Commission at the Ministry of Culture published 1,500 copies of the book to celebrate the inclusion of Pridi Banomyong's name in a historic calendar of the United Nations Educational, Scientific and Cultural Organisation.

 

A former prime minister and founder of Thammasat University, Pridi led the 1932 Revolution that ended absolute monarchy and paved the way for constitutional monarchy.

 

Pridi's contribution to Thailand has been a controversial issue. He died in exile in France in May 1983 and the Thai government did not respond to public calls to organise a funeral rite for him as a senior statesman.

               From: http://www.bangkokpost.com/News/07Feb2007_news17.php
 
 

 

 

 

Historians back academic in defamation case

http://www.nationmultimedia.com/2007/02/07/national/national_30026191.php



Leading historians have launched a campaign to protect academic freedom in support of Morakot Jewachinda who is facing a defamation charge filed by the former rector of Thammasat University (TU), Khunying Nongyao Chaiseree.

The former rector has accused Morakot of defaming her in her book: "The Images of Pridi Banomyong and Thai Politics, 1932-1983".

Nongyao said Morakot has stated in her book that Nongyao had "disrespected" Pridi, an accusation which she has strongly denied. She claimed her reputation has been damaged by the book. But support for Morakot appeared to be gaining momentum.

About 60 historians on Monday held a seminar on the case at Chulalongkorn University (CU) and helped set up the "History Academic Freedom Fund", to support Morakot.

Chalong Soontravanich at CU's History Department, said a growing number of historians are facing threats against their work simply because it is perceived as challenging previous works and beliefs.

Rangsit University's assistant professor Thamrongsak Petchlert-anan said the case against Morakot was a "destruction of academic freedom".

"It is a normal matter if the case was made by a politician, but not by people who are used to having a role in protecting academic freedom," Thanongsak said.

He said Morakot's case has created a climate of fear in academic circles.

"How can we work to search for the truth?," he asked.

There is also the concern that such a climate of fear would take its toll on the public's right to know, he said.

"There are still many theses that scholars dare not make public out of fear they would face legal charges or cause public outrage," said senior historian Kanchanee Laongsri.

In response to Khunying Nongyao's petition, TU rector Suraphol Nitikraipoj has halted the distribution of the book since last November.

Meanwhile, former rector Charnvit Kasetsiri will today give testimony at Bangkaen police station at 6pm, to give support to Morakot and her book, and state that it was an academic work.

 Subhatra Bhumiprabhas

The Nation

 

เสรีภาพในการทำงานวิชาการมีจริงหรือ?

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8286&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

นักวิชาการและสังคมไทยจะสร้างและจะมีเสรีภาพทางวิชาการได้จริงหรือ เมื่อเสรีภาพทางวิชาการต้องเผชิญหน้ากับอำนาจเผด็จการและทุนเบ็ดเสร็จ รวมถึงบุคคลสาธารณะ กรณีล่าสุดของมรกต  เจวจินดา หนังสือวิชาการเรื่อง ‘ภาพลักษณ์ปรีดีฯ’ กับการถูกฟ้องหมิ่นประมาทโดยอดีตอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนหนึ่ง กำลังสั่นคลอนมายาคติของถ้อยคำ ‘เสรีภาพทางวิชาการ’ ว่ามีในสังคมวิชาการเป็นอย่างยิ่ง 

เมื่อบ่ายวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 สองนักวิชาการร่วมเสวนาปัญหา ‘เสรีภาพในการทำงานวิชาการ’ ในเวทีการอบรมการวิจัยที่จัดโดยศูนย์ส่งเสริมวิจัยและการผลิตตำรา มหาวิทยาลัยเกริก ณ ศูนย์สัมมนากิตติธเนศวร นครนายก

 

 

นักวิชาการจำกัดเสรีภาพของตนเอง?

 ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งประเด็นเชิงประสบการณ์ว่า ตนมีปัญหาเสรีภาพ หรือถูกจำกัดเสรีภาพหรือไม่ในการทำงานวิชาการที่ผ่านมา โดยตอบว่าตนเองไม่มีปัญหานี้ อาจเพราะว่าไม่มีหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานความมั่นคงใดอยากมายุ่งวุ่นวายด้วย แต่อีกปัจจัยหนึ่งก็อาจมาจากการเขียนงานของตนเองในแบบคลุมเครือ ตั้งใจเขียนไม่รู้เรื่อง หรือคนอ่านแล้วอ่านไม่รู้เรื่องก็ได้ แต่บางท่านอาจ ‘ข้ามเส้น’ หรือเขียนในแบบ ‘ไม่เชื่อแล้วยังหลบหลู่’ ดังปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ หากจะวิเคราะห์กันทางสังคมจริงๆ แล้วหมายความว่าอย่างไร? หรือกรณีคนใส่เสื้อเหลือง หรือ ‘ไทยเหลือง’  หากวิเคราะห์กันอย่างจริงจังแล้วหมายความว่าอย่างไร? ถ้าวิเคราะห์ถ้านำเสนอแล้วจะทำได้แค่ไหน? ดังนั้น เสรีภาพทางวิชาการก็มีข้อจำกัดอยู่ในบ้านเมืองของเรา

ดร.ชาญวิทย์สรุปว่า ถ้าบ้านเมืองเราปิดกั้นสังคมปัญญา บ้านเมืองเราก็คงไม่พัฒนา ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็จำกัดตัวเอง ปิดตาตัวเอง ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ประวัติศาสตร์ของวงวิชาการในบ้านเรา ก็เพิ่งมีสิ่งที่เรียกว่านักวิชาการจริงๆ ก็เพิ่งทศวรรษ 1960 หรือ 2500 หรือ 40 กว่าปีมานี้  เพราะก่อนหน้านั้นเป็นเพียงผู้สอนในสถาบันฝึกงานให้ราชการไทย ซึ่งเท่ากับอายุของความเป็นนักวิชาการในบ้านเมืองเราก็ไม่มากเลย แต่นักวิชาการในปัจจุบันก็ได้รับเชิญเป็นพวกเนติบริกรรัฐศาสตร์บริการ เป็นใหญ่เป็นโต ดังนั้น นักวิชาการจึงอาจจำกัดเสรีภาพของตนเองก็ได้ จึงทำให้วิชาการเจริญงอกงามได้ไม่ง่ายนัก

 

 

อำนาจรัฐเผด็จการกับปัญหาเสรีภาพทางวิชาการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักประวัติศาสตร์การเมืองไทย วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เสนอและให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ของสังคมไทยไม่มีปัญหาเสรีภาพทางวิชาการ เพราะส่วนใหญ่สนับสนุนกรอบความรู้เดิมของสังคม แต่เมื่อนักวิชาการใดเริ่มวิพากษ์กรอบความรู้หรือวาทกรรมเดิมของสังคม ก็อาจจะต้องเริ่มเผชิญหน้ากับปัญหาเสรีภาพทางวิชาการ เช่น หากมีนักวิชาการวิพากษ์วาทกรรม ‘สมานฉันท์’ ที่ทำให้ทหารเข้ามายึดอำนาจนั้น ว่าเป็นวาทกรรมที่ทำให้ทหารเป็น ‘ตาอยู่’ ทางการเมือง คว้าอำนาจคว้าพุงปลาไปได้ การวิพากษ์ในแบบนี้ก็อาจมีปัญหากับกลุ่มที่ครองอำนาจรัฐในปัจจุบัน และอาจนำมาซึ่งการเผชิญหน้ากับปัญหาเสรีภาพทางวิชาการด้วยเช่นกัน

ทำไมปัญหาเสรีภาพทางวิชาการจึงเป็นประเด็นสำคัญในยุคสมัยปัจจุบัน? รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และฉบับร่างปี 2550 เขียนไว้ใน ‘มาตรา 42 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ’ โดยมาตรานี้ระบุว่า “การศึกษาอบรม การเรียนสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่พลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ซึ่งเสรีภาพทางวิชาการถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อสำคัญทางกฎหมายก็น่าเพราะว่า การต่อสู้กับอำนาจเผด็จการที่ผ่านมา นักวิชาการได้ร่วมต่อสู้ด้วย และอีกสองกลุ่มที่ต่อสู้อย่างทรงพลังคือ หนังสือพิมพ์ และพลังประชาชน ดังนั้น อีกสองพลังนี้ก็จะได้รับเสรีภาพที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน

แต่มาตรา 42 เสรีภาพทางวิชาการนี้ เป็นปัญหาจากการเผชิญหน้าและต่อสู้กับอำนาจรัฐเผด็จการ นั่นคือ อำนาจรัฐไม่สามารถมากำหนดทิศทางการทำงานวิชาการใดๆ หากแต่ยังไม่คุ้มครองในการเผชิญหน้ากับหมายศาลหมายตำรวจหรือหมายของสังคม-นักการเมือง (ดังเช่นในกรณีงานศึกษาเรื่องการเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ของอาจารย์สายพิน แก้วงามประเสริฐ) หมายความว่า ทุนที่ครอบงำอำนาจรัฐได้ใช้ช่องทางเรื่อง ‘ละเมิด’ และ ‘หมิ่นประมาท’ ฟ้องงานศึกษาทางวิชาการ ซึ่งนี้เป็นวัฒนธรรมใหม่ที่น่าจะกล่าวได้ว่าถูกสร้างขึ้นมาจากยุครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีที่อ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งใช้ฟ้องผู้คนและนักวิชาการและนักหนังสือพิมพ์จำนวนมาก

 

 

กระบวนการยุติธรรมกับเสรีภาพทางวิชาการที่ยังไม่เป็นจริง?

กรณีบุคคลที่ฟ้องหมิ่นประมาทงานศึกษาวิจัยของนักวิชาการล่าสุดคือ กรณีศาสตราจารย์ คุณหญิงนงเยาว์  ชัยเสรี อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฟ้องอาจารย์มรกต เจวจินดา อาจารย์ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จากงานวิทยานิพนธ์ปริญญาโทประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เรื่อง ‘ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2526’ ที่ตีพิมพ์โดยหน่วยงานราชการในวาระ 100 ปีนายปรีดี พนมยงค์ และที่ได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก กรณีผู้ฟ้องได้ไปฟ้องที่สถานีตำรวจ ไม่ได้ไปฟ้องที่ศาล ดังนั้น ในกระบวนการยุติธรรมของไทย ฝ่ายผู้ถูกฟ้องจะต้องทนทุกข์ทรมานมากในระยะเวลาของการรวบรวมข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ราว 6 เดือน หลังจากนั้นเรื่องก็ส่งไปยังอัยการอีกราว 2-6 เดือน กว่าจะจบกระบวนการตัดสินว่าจะฟ้องศาลหรือไม่  หากฟ้องศาลก็อยู่ในกระบวนการศาลอย่างน้อยๆ ก็น่าหนึ่งปี และกว่าจะจบสามศาลก็คงหลายปีทีเดียว

รวมๆ แล้ว การฟ้องโดยวิธีการนี้ กระบวนการยุติธรรมก็ ‘สั่นคลอน’ ความสุขและการดำเนินชีวิตปกติของอาจารย์ผู้หญิงตัวเล็กๆ เช่นอาจารย์มรกตได้ร่วมถึง 6 เดือนถึงหนึ่งปีเป็นเบื้องต้น อาจารย์มรกตต้องวิ่งหาทนาย เพราะใครจะไปคิดว่า งานแบบนี้ของนักวิชาการจะถูกฟ้องได้ ฟ้องหลังการทำวิทยานิพนธ์แล้วเสร็จเกือบสิบปี หรือหลังตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มแล้ว 6 ปี ทั้งอาจารย์มรกตต้องเสียค่าใช้จ่ายเบื้องต้นสำหรับทนาย 3 หมื่นบาท หากอัยการส่งฟ้องศาลก็คงมีค่าทนายร่วมหนึ่งแสนบาทหรืออาจมากกว่านั้น

คำถามก็คือ มาตรา 42 ในรัฐธรรมนูญเรื่องเสรีภาพทางวิชาการจะมีประโยชน์อะไร หากกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นตำรวจและอัยการ และศาลยังไม่เอื้อที่จะทำให้หลักการมาตราที่ 42 แห่งรัฐธรรมนูญนี้ศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือ ตามข้อความที่ระบุว่า “การเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง” เพราะตามกฎหมายหมิ่นประมาทก็ชัดเจนตามหลักการเรื่องเจตนา เรื่องเพื่อความชอบธรรม เรื่องติชมด้วยความเป็นธรรม ตามมาตรา 329 ของกฎหมายอาญา เมื่อพิจารณารวมกับที่มาของการศึกษาวิจัย ซึ่งในกรณีนี้คือวิทยานิพนธ์ปริญญาโท อันหมายถึงการวิจัย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามหลักการมาตรา 42 เสรีภาพทางวิชาการ

แม้ว่าจริงอยู่ที่งานศึกษาวิจัยย่อมต้องมีขอบเขตเสรีภาพที่จะไม่กระทบต่อชื่อเสียงและหมิ่นประมาทบุคคล ทว่าประเด็นที่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และศาล ก็พึงสร้างหลักเกณฑ์หรือรับแนวความคิดทางสังคมการเมืองประชาธิปไตยด้วยเช่นกันว่า ‘บุคคลสาธารณะ’ ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งทางการเมืองและผู้อยู่ในระบบราชการ ผู้เป็นข้าราชการ ย่อมสามารถถูกตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเรื่องราวนั้นมิได้วิพากษ์หรือตรวจสอบเขาในฐานะบุคคลธรรมดา แต่พวกเขาเป็นบุคคลสาธารณะ ถ้ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังไม่มีเกณฑ์การพิจารณาเรื่องบุคคลสาธารณะนี้อย่างชัดเจนเพื่อยุติการใช้กระบวนการยุติธรรมกดค้ำคอนักวิชาการ  กระบวนการยุติธรรมก็ยังไม่เอื้อหรือยังไม่สนับสนุนการที่จะทำให้มาตรา 42 ของรัฐธรรมนูญนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ ดังนั้น เสรีภาพทางวิชาการก็ยังคงเป็นเพียงถ้อยคำที่สวยหรูอีกหนึ่งถ้อยคำที่อาจไร้สาระที่แท้จริง และนักวิชาการก็ต้องตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมเผด็จการทั้งโดยรัฐและโดยบุคคลสาธารณะเช่นเดิม ระยะเวลาที่นักวิชาการต้องอยู่ในกระบวนการยุติธรรมและปริมาณเงินทองที่อาชีพจนๆ แบบอาจารย์ต้องเผชิญก็เป็นอุปกรณ์อย่างดีที่บุคคลสาธารณะจะใช้ค้ำคอหลักการเสรีภาพทางวิชาการไว้ไม่ให้เป็นจริงขึ้นมาได้

 

 

วัฒนธรรมเสรีภาพทางวิชาการที่ยังไม่ถูกสร้าง?

               ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธำรงศักดิ์ชี้ว่า เสรีภาพทางวิชาการไม่อาจเป็นจริงขึ้นมาได้หากสังคมวิชาการยังไม่ร่วมมือกันเพื่อสร้างวัฒนธรรมเสรีภาพทางวิชาการ กล่าวคือ ร่วมมือช่วยกันพิทักษ์และปกป้องนักวิชาการที่ถูกฟ้องในกระบวนการต่างๆ สมาคมวิชาชีพของศาสตร์สาขาต่างๆ ทั้งทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ที่เป็นศาสตร์ที่ต้องกล่าวถึงมนุษย์ กล่าวถึงศึกษาถึงบุคคลสาธารณะของสังคม รวมทั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ  หาก สมาคมวิชาชีพและสถาบันการศึกษาต่างๆ เหล่านี้ เพิกเฉย เมินเฉย นิ่งเฉย ยอมรับการกดค้ำคอโดยกระบวนการฟ้องร้องของบุคคลสาธารณะต่อนักวิชาการ ไม่ออกมาแสดงตนพิทักษ์ สนับสนุน ช่วยเหลือในทุกด้านทั้งกำลังเงิน ทนาย กำลังใจ  หากสภาพยังเป็นอย่างนี้ เราก็คงต้องเลิกพูดถึงความเป็นไปได้ของเสรีภาพทางวิชาการที่แท้จริง