รายงานข่าวการสัมมนา

“1 ศตวรรษปริทัศน์ : รัฐธรรมนูญและรัฐประหารกับการเมืองสยาม/ไทยสมัยใหม่ (พ.ศ.2454-2550)”

Constitutions and Coups in Modern Siamese/Thai Politics:

A Centennial Review (1912-2007)

เสาร์ที่ 15 – อาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2550

15-16 September 2007

08.30-17.30

ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

Thammasat University, Bangkok, Siam/Thailand

 

 

ปาฐกถา ‘นิธิ’ วิเคราะห์การเมืองไทย : “19 กันยา 49 รัฐประหารครั้งที่ทำความเสียหายแก่บ้านเมืองที่สุด”

www.prachatai.com

 

 

เมื่อวันที่ 16 .. 50 มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดงานเสวนา ‘ครบรอบ 100 ปีปริทัศน์: รัฐธรรมนูญและกบฏปฏิวัติรัฐประหาร - การเมืองสยามประเทศไทยสมัยใหม่ พ..2454-2550’ ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปาฐกถาพิเศษ

 

0 0 0

 

ในความเห็นของผม ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีอุดมคติ อุดมคตินี้ผมหมายความถึงความคิดฝันถึงสังคมที่ดีงามที่พึงเกิดขึ้นในอนาคต โดยหมายถึง ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างอุดมคติหรือความใฝ่ฝันว่า เราอยากให้สังคมของเรามีลักษณะอย่างไร อาจจะไม่ใช่ในปัจจุบัน อาจจะเป็นในอนาคตก็ได้

 

ส่วนนี้ไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับใดทั้งสิ้นของประเทศไทย นักวิชาการบางท่านอาจบอกว่า...ไม่ใช่.. รัฐธรรมนูญ เป็นการจัดความสัมพันธ์ของอำนาจในปัจจุบัน ไม่ได้เกี่ยวกับอนาคต.. ผมก็เห็นด้วยว่าจริง..  แต่ผมคิดว่า ในการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในปัจจุบันนี้ เราจัดมันได้หลายแบบมาก แต่ที่ผมพยายามจะพูดถึงก็คือ เราอาจจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในปัจจุบันจากอุดมคติหรือความใฝ่ฝันถึงสังคมที่ดีงามในอนาคตได้ จะจัดอำนาจอย่างไรถึงทำให้เกิดสังคมที่ดีงามขึ้นในอนาคต อันนี้เรายังไม่เคยมี

 

ความใฝ่ฝันที่อยากให้การจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างนี้จะนำเราไปสู่สิ่งที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น แต่ใฝ่ฝันว่าจะเกิดขึ้นได้ถ้าเราจัดความสัมพันธ์แบบนั้นแบบนี้อย่างไรก็แล้วแต่ แล้วส่วนนี้ผมคิดว่ามันไม่มี

 

ขอให้กลับไปดูคำปรารภของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ น่าประหลาดมากว่า คำปรารภของรัฐธรรมนูญไทยจะเป็นคำปรารภต่อเรื่องเฉพาะหน้าเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งหมดเป็นเรื่องของปัญหาเฉพาะหน้าทั้งหลาย ฉบับแรกสุด พูดถึงเรื่องของอารยธรรม พูดถึงความล้าสมัยของระบอบการปกครองปัจจุบัน (2475) ว่าไม่มีใครเขาทำแล้ว ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับนานาอารยประเทศ นี่ก็เป็นเหตุผลเชิงปฏิบัติ เหตุผลเชิงปัจจุบันทั้งนั้น บางฉบับก็พูดถึงความมั่นคงของประเทศ ภัยคุกคามคอมมิวนิสม์ คอร์รัปชัน อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งสิ้น

 

จริงๆ แล้ว ถ้าอ่านคำปรารภเหล่านี้ จะสรุปได้เหลือเพียงคำเดียวคือ ‘peace and order’ คำปรารภในรัฐธรรมนูญไทยคือ ‘peace and order’ ภาษาไทยที่ใช้กันก็คือความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ จะเป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังคำปรารภของรัฐธรรมนูญทุกฉบับของไทย ความสงบเรียบร้อยแห่งชาตินี้ คืออุดมคติเบื้องหลังของระบอบอาณานิคมนั่นเอง ฝรั่งที่เป็นเจ้าของอาณานิคมก็จะพูดถึงความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ เป็นเหตุผลที่จะทำอะไรก็ได้ ปราบปรามคนอย่างไรก็ได้ จะยิงคนอย่างไรก็ได้ จะจัดการปกครองอย่างไรก็ได้ จะเก็บภาษีอย่างไรก็ได้ เพื่อสิ่งที่เรียกว่า ‘peace and order’ ตลอดเวลา แล้วรัฐธรรมนูญไทยนั้น ถึงจะบอกว่าไม่ได้ลอกฝรั่ง จริงๆ ก็ลอกฝรั่งตลอดมา แต่เป็นฝรั่งอาณานิคม ไม่ใช่ฝรั่งปัจจุบันเท่านั้นเอง

 

รัฐธรรมนูญไทยส่วนใหญ่จึงเป็นข้อตกลงของชนชั้นนำว่าจะสัมพันธ์กันในเชิงอำนาจอย่างไร ไม่เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับกลุ่มชนชั้นนำเท่านั้นว่าแบ่งอำนาจกันอย่างไร จะให้ใครสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นการจัดความสัมพันธ์เฉพาะหน้าให้ลงตัว โดยเปิดให้มีกลไกการต่อรองอำนาจพอสมควรด้วย รัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่ได้ยึดอำนาจเด็ดขาดอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มีข้อตกลงว่าจะแบ่งอำนาจกันอย่างไร และขณะเดียวกันก็เปิดให้มีอำนาจการต่อรองระหว่างกลุ่มชนชั้นนำทั้งหลายพอสมควร

 

ผมขอยกตัวอย่างจากปัจจุบัน แม้การต่อรองอำนาจอาจไม่ได้ปรากฏชัดๆ ออกมาในรัฐธรรมนูญก็ตาม เป็นต้นว่า สื่อมวลชนที่มีในปัจจุบัน ประกอบด้วยสองส่วน ส่วนหนึ่งก็คือสื่อมวลชนของราชการซึ่งจะอยู่ภายใต้การควบคุมของคนกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจ มีบทบาทในการควบคุมสื่อของราชการ กลุ่มที่ว่าอาจเป็นนักการเมือง หรือทหาร ก็แล้วแต่ แล้วก็อีกลุ่มหนึ่งของสื่อ ผมขอเรียกว่า ‘สื่อเสรี’ ผู้ที่เข้าถึงสื่อเสรีก็มีไม่มากเท่าไรนัก จะกระจุกตัวอยู่ในหมู่คนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้สนใจประชาชนระดับล่างตลอดมา จริงๆ แล้วผลประโยชน์ของคนชั้นกลางก็ได้มาจากความเสียเปรียบของคนระดับล่างอย่างมากด้วยซ้ำไป

 

แต่คนชั้นกลาง ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ก็ถีบตัวเข้ามาอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าสามารถต่อรองอำนาจได้ ถ้าดูจากสื่อ คนชั้นกลางก็จะใช้สื่อเสรี เพราะไม่สามารถใช้สื่อของรัฐได้ ใช้สื่อเสรีในการต่อรองผลประโยชน์และอำนาจกับกลุ่มคนที่ครองอำนาจอยู่ คุณขึ้นค่ารถเมล์เมื่อไร คุณไม่ต้องเดินขบวน เพราะหนังสือพิมพ์ทุกฉบับก็จะโจมตีการขึ้นค่ารถเมล์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่กระทบต่อผลประโยชน์ของคนชั้นกลางไม่ว่าจะระดับกลางระดับล่างตลอดมา หนังสือพิมพ์ก็อยากจะขายสินค้าของตนเอง เพราะรู้ว่าผู้อ่านไม่อยากให้ขึ้นค่ารถเมล์ คุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ คุณก็จะต้องดูว่า สื่อเสรีซึ่งอยู่ในมือคนชั้นกลางจะมีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างไร..

 

ฉะนั้น สื่อเสรียิ่งมีผู้รับมากเท่าไรก็จะเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจระหว่างกลุ่มคนที่ผมขอเรียกว่าชนชั้นนำได้พอสมควร ทุกฝ่ายในกลุ่มชนชั้นนำก็จะได้ประโยชน์จากการต่อรอง.. เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญอาจไม่ได้พูดถึงการต่อรองของชนชั้นกลางโดยตรง แต่ในขณะเดียวกันก็ให้หลักประกันแก่สื่อเสรีบางอย่างเอาไว้ ก็คือทำให้คนชั้นกลางสบายใจว่า อย่างไรก็มีช่องทางที่จะต่อรองอำนาจได้อยู่ตลอดมา...

 

หรือจะยกตัวอย่างการศึกษาก็ได้ การศึกษาก็คล้ายๆ สื่อ คือกลุ่มอำนาจที่ใครก็แล้วแต่มีอำนาจ ก็จะคุมการศึกษาได้ในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็คุมหมดไม่ได้ จำเป็นต้องเปิดช่องทางของระบบการศึกษาเอาไว้ ตัวอย่างเช่น ‘ปอเนาะ’ ที่กลุ่มอำนาจอยากคุมแต่คุมไม่ได้ ก็ต้องเปิดไว้ แต่ที่มากกว่าปอเนาะคือโรงเรียนราษฎร์ ตั้งแต่รัฐบาลนายกฯเปรม (ติณสูลานนท์) ก็มีการเปิดเสรีภาพการศึกษาให้แก่โรงเรียนและโปรแกรมที่เรียกว่าโปรแกรมนานาชาติเพิ่มมากขึ้น โปรแกรมนานาชาติก็คือสื่อเสรี คืออะไรบางอย่างที่เป็นข้อตกลงกันระหว่างผู้มีอำนาจกับกลุ่มชนชั้นกลาง ที่ผู้มีอำนาจเปิดช่องไว้ให้ใช้ ถึงที่สุดคุณก็เติมมันในอเมริกา เรียนหนังสือในอเมริกา แล้วก็เอาความรู้ที่ได้เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองอำนาจ

 

โดยสรุปก็คือ รัฐธรรมนูญไทยก็วนเวียนกันอยู่ในเรื่องนี้ เรื่องของกลุ่มชนชั้นนำที่จะเปิดช่องให้กลุ่มต่างๆสามารถเข้ามาต่อรองอำนาจกันได้ในระดับหนึ่งเท่าที่จะมีอำนาจ ถามว่ามันมีพลวัตรไหม.. มันก็มีถ้ามองเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำอย่างเดียว กลไกเหล่านี้ก็เปิดให้มาต่อรองกันได้ เป็นแต่เพียงว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ในประเทศเท่านั้นเอง

 

ในขณะเดียวกัน ผมอยากชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนเหล่านี้ที่เข้ามาต่อรองอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ.. หรือการจัดโครงสร้างอำนาจอย่างนี้ หรือกลุ่มชนชั้นนำ จริงๆ แล้วไม่ใช่กลุ่มที่หยุดนิ่ง ปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา มีช่องทางใหม่ทางธุรกิจให้กลุ่มชนชั้นนำปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดมา มองเฉพาะความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจนั้น ไล่มาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะพบว่า เศรษฐีที่เรารู้จักกันทุกวันนี้คือเศรษฐีหน้าใหม่ที่โตมาในช่วงนั้น และถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้นอีก ประเภทของธุรกิจก็มีลักษณะที่ปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดมา ถ้าธุรกิจมันเปลี่ยน ผลประโยชน์ของคนในกลุ่มนี้ก็ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนจุดยืนไปด้วย ครั้งหนึ่งอาจบอกว่าเก็บภาษีขาเข้าของสินค้าขาเข้าที่แข่งขันกับคุณได้เต็มที่ เวลาต่อมา อาจพบว่าผลประโยชน์อยู่ที่การส่งออกไม่ใช่การนำเข้า เพราะฉะนั้นลดภาษีตรงนี้เสีย นโยบายด้านเศรษฐกิจก็ต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลาเหมือนกัน เพราะว่าเกิดช่องทางใหม่ๆ ในทางธุรกิจ

 

มีการขยายตัวของคนชั้นกลาง สัดส่วนของคนชั้นกลางซึ่งครั้งหนึ่งอาจมีจำนวนน้อยก็เพิ่มมากขึ้น มีความคิดใหม่ๆ จากที่อื่นๆ โผล่เข้ามา ไม่เฉพาะแต่ปรัชญาทางการเมือง แต่รวมถึงการจัดการธุรกิจแบบใหม่ๆ จัดการสุขภาพ จัดการพลังงาน จัดการสิ่งแวดล้อม จัดการความบันเทิง อะไรก็แล้วแต่ เอาของใหม่ๆ เข้ามา มีการต่อสู้ มีการขัดแย้งกันเองในหมู่ชนชั้นนำ ในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ที่บางกลุ่มรับ บางกลุ่มไม่รับ ตลอดมา ก็เกิดการแตกตัวไปเป็นกลุ่มย่อยมากขึ้น กล่าวโดยสรุป ตลอดเวลาตั้งแต่การพัฒนาของจอมพลสฤษดิ์มาจนถึงทุกวันนี้ จะพบว่ากลุ่มชนชั้นนำแตกตัวเป็นกลุ่มย่อยลงมีฐานของผลประโยชน์ที่ไม่ตรงกันมากขึ้น

 

ผมพูดมาถึงตรงนี้เพื่อจะถามว่า แล้วรัฐธรรมนูญที่เรามีอยู่ ไม่ว่าฉบับใดก็แล้วแต่ มันพอจะรองรับพลวัตร หรือความตึงเครียดในตัวระบบของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาเหล่านี้ได้มากหรือน้อยแค่ไหน.. ในการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจจะทำได้แค่ไหน.. ผมคิดว่ามันทำไม่ค่อยได้.. เพราะถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญไทยมีพลวัตรในแง่ที่ปล่อยให้มีการต่อรองเชิงอำนาจกันในกลุ่มชนชั้นนำอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในประเทศไทยหลังจากปี 2500 เป็นต้นมา และด้วยเหตุดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีอีกกลไกหนึ่งซึ่งไม่จำเป็นต้องเขียนในรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ ‘การรัฐประหาร’

 

ตัวอย่างในปัจจุบัน เราจะพบได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงที่มานี้ มันก่อให้เกิดความตึงเครียดในตัวระบบมากอยู่ตลอดเวลา ‘แอ๊บแบ๊ว’ ‘แต่งชุดไทย’ มันก็เป็นความเห็นหรือความต้องการของคนกลุ่มหนึ่งในชนชั้นนำ และไม่ใช่เพียงเรื่อง ‘แอ๊บแบ๊ว’ กับ ‘แต่งชุดไทย’ อย่างเดียว ต้องคิดเลยไปอีกว่า นอกจากนั้นแล้วยังมีอะไรบางอย่างที่แม้แต่ในกลุ่มชนชั้นนำเองก็ไม่ไปด้วยกัน เช่น จีเอ็มโอ เป็นต้น ในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับจีเอ็มโอ ซึ่งถ้ามองไปแล้วก็เป็นเรื่องความขัดแย้งของผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆที่ไม่ตรงกัน

 

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาหนึ่งปี คุณมีรัฐบาลที่มีนโยบายด้านพลังงานที่กลับไปสู่นโยบายที่ค่อนข้างตรงตามจารีตประเพณี คือคุณใช้แก๊สอยู่ 70 เปอร์เซ็นต์ในการผลิตไฟฟ้า และรู้สึกว่าใช้แก๊สมากเกินไป จำเป็นต้อง ‘diversified’ จำเป็นต้องทำให้แหล่งพลังงานมีความหลากหลายมากขึ้นในการผลิตไฟฟ้า สิ่งที่เขาคิดคือ นิวเคลียร์ กับ ถ่านหิน ซึ่งจริงๆ แล้ว เป็นความคิดที่เก่าแก่มากทั้งในประเทศไทยและในโลก แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อคิดแบบนี้แล้ว กลุ่มคนชั้นกลางทั้งหมดเห็นด้วยไหมกับการใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์.. ไม่.. เห็นด้วยไหมกับเรื่องของถ่านหิน.. ไม่.. มันมีความตึงเครียดในเรื่องของความคิดเห็นอยู่ตลอดมา.. และนี่แหละที่ผมเห็นว่า การรัฐประหารเป็นกลไกสำคัญในรัฐธรรมนูญไทย คือถึงไม่เขียนเอาไว้ แต่ก็เป็นกลไกสำคัญที่เข้ามาปรับความสัมพันธ์ในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกัน

 

ปัญหาก็คือว่า การรัฐประหารคือคำตอบที่จะใช้ได้ตลอดไปไหม.. ผมค่อนข้างจะเชื่อว่า ถึงแม้มันเป็นส่วนหนึ่งของระบอบรัฐธรรมนูญของไทยก็จริง มันสามารถเข้ามาจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจกันใหม่ สามารถเข้ามาตกลงกันในกลุ่มชนชั้นนำให้เกิดความสงบเรียบร้อยหรือ ‘peace and order’ ที่ว่าขึ้นมาได้ก็จริง โดยบางครั้งคุณก็ไล่กลุ่มชนชั้นนำบางกลุ่มให้มันหายไปอยู่ที่ลอนดอนเสีย แล้วที่เหลืออยู่จะได้ตกลงกันได้ง่ายขึ้นก็แล้วแต่ แม้กระนั้นก็ตามแต่ ผมก็สงสัยอย่างยิ่งว่า มันจะไม่สามารถที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นในโลกนี้และกระทบเข้าสู่ประเทศไทยได้

 

ยกตัวอย่างการรัฐประหารครั้งนี้ ถามว่าการรัฐประหารครั้งนี้เอาเข้าจริงคืออะไร.. ผมคิดว่า นี่คือการเข้ามายึดอำนาจของกลุ่มจารีตนิยม ซึ่งมันโชคร้ายเพราะว่ากลุ่มชนชั้นนำก็ไม่ได้สังกัดจารีตนิยมทั้งหมด ผมยกตัวอย่าง ‘แอ๊บแบ๊ว’ หรือ ‘การแต่งชุดไทย’ ยกตัวอย่างการเลือกที่จะหาทางออกต้านรัฐประหาร ซึ่งในทรรศนะผมอันนี้ ‘conservative’ นะ คือจารีตนิยม อนุรักษ์นิยมอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการรัฐประหารครั้งนี้ คือ ปฏิกิริยาของกลุ่มชนชั้นนำที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ต่อต้านกับกลุ่มชนชั้นนำอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่อนุรักษ์นิยมหมด ถึงแม้จะไม่ใช่พวกทักษิณก็ตาม แต่ว่าร่วมมือกันเข้ามาล้มกระดาน เพื่อจะมาตกลง ต่อรองเชิงอำนาจกันใหม่ โดยมีกลุ่มพวกอนุรักษ์นิยมเป็นหัวหอกของการนำเอาการรัฐประหารเข้ามา

 

ทีนี้มันโชคร้ายมาก เมื่อไรเราใช้รัฐประหาร เมื่อนั้นเราต้องใช้กองทัพ เพราะมันหนีไม่พ้น มันต้องไปด้วยกัน กองทัพก็โคตร conservative เลย เป็นอนุรักษ์นิยมที่สุดในบรรดาอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย เป็นพวก hardcore เลย.. เพราะฉะนั้น ในขณะที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมในกลุ่มชนชั้นเองก็ไม่ hardcore ขนาดถึงกองทัพ ฉะนั้น พอทำรัฐประหาร กองทัพก็เป็นใหญ่ พอกองทัพเป็นใหญ่ โอกาสที่จะปรับตัวในระบอบอนุรักษ์นิยมก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก จึงทำให้การรัฐประหารยิ่งนับวันก็ยิ่งจะเป็นคำตอบในทางการเมืองที่ใช้ได้ยากขึ้นๆตามลำดับ และยิ่งนับวัน การรัฐประหารก็ยิ่งจะไม่ก่อให้เกิดข้อตกลงที่นำไปสู่ ‘peace and order’ อย่างที่เคยเป็นมาได้อีกแล้ว

 

และด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงคิดว่า มันมีอันตรายในระบอบรัฐธรรมนูญของไทยที่บวกการรัฐประหารเอาไว้แล้วค่อนข้างมาก ผมคิดว่า conservatism หรือความคิดแบบอนุรักษ์นิยมนั้น ยังดำรงอยู่ในโลกปัจจุบันได้ แต่ตัวมันเองต้องรู้จักปรับตัวเองได้ ผมเกรงว่า conservatism ของไทยมันทำตัวเองให้เรียวลงๆ แคบลง จนไม่สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้ และเหลือกำลังอยู่อย่างเดียวในการดำรงรักษาตัวเอง คือกำลังอาวุธ ไม่มี conservatism ที่ไหนในโลกจะอยู่ได้ด้วยกำลังอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ในเมืองไทย คุณบีบตัวเองจนเวลานี้เหลือแต่กำลังอาวุธ สมัยหนึ่งยังมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังมีใครต่อใครที่สร้างความหมายใหม่ สร้างสิ่งใหม่ให้ระบอบหรือความคิดแบบอนุรักษ์นิยม ผมไม่ทราบว่าจะนับ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้หรือเปล่า อย่างไรก็ตามแต่ มันไม่เหลือแล้ว และคุณต้องหันไปพึ่งกองทัพแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งผมคิดว่าเป็นอันตรายต่อตัวเอง อันตรายต่อสังคมไทยทั้งหมด เพราะไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยที่คุณต้องการเอาไว้อีกต่อไปได้ ไม่สามารถจัดความสัมพันธ์ใหม่ให้ราบรื่นได้

 

ขณะเดียวกันก็มีตัวละครใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น เรื่อง ‘14 ตุลา’ มาจากคนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่เป็นผลิตผลจากการพัฒนา ‘พฤษภาทมิฬ’ ผมก็ไม่คิดว่ามาจากคนชั้นกลางสำคัญเท่ากับกลุ่มที่ อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร เรียกว่าเป็น ‘informal urban’ คือมีกลุ่มคนเล็กคนน้อยจากชนบทที่ล่มสลายเข้ามาหากินในเมืองในระดับต่างๆ แยะมาก และถ้ามาดูรายชื่อคนที่ตายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมก็ไม่ได้ตามไปดูโคตรเหง้า ดูแต่ชื่อและนามสกุล  ส่วนใหญ่ก็คือคนกลุ่มนามสกุลแปลกๆ ทั้งหลายที่เข้ามาขายพวงมาลัย ฯลฯ และกลุ่มนี้ผมคิดว่าน่าสนใจ อ.ผาสุก ก็ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่มากกว่ากลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมในเมืองอีก นอกจากใหญ่มากแล้ว ยังเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกันกับชนบทซะอีก คือแรงงานอุตสาหกรรมเริ่มจะหลุดออกไปจากชนบทมากขึ้นๆ อย่างคุยกับแรงงานที่ถูกปลดออกจากงาน เขาก็บอกว่าไม่รู้จะกลับไปได้อย่างไร เขาไม่สามารถกลับไปได้อีก ถึงมีที่ดินก็ทำนาไม่เป็น คือเขาไม่ได้ทำตั้งแต่เล็กแล้วจะทำได้อย่างไร เพราะนาก็เป็นความรู้ชนิดหนึ่ง ยังไม่พูดถึงการสูญเสียที่ดิน สูญเสียญาติพี่น้อง สูญเสียพลังในการจัดตั้งในการทำกสิกรรมไปแล้ว

 

แต่ในขณะที่กลุ่มที่ อ.ผาสุก เรียกว่า ‘informal urban’ หรือในกลุ่มที่เข้ามาอยู่ในเมืองแต่อยู่ในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการอยู่ค่อนข้างมาก กลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับชนบทสูงมาก คนในชนบทต้องพึ่งพาอาศัยรายได้จากเขาที่ส่งกลับไป บางครั้งก็หิ้วข้าวมากินก็มี ฉะนั้น คนกลุ่มนี้ บวกกับกลุ่มอื่นในชนบทที่ยังอยู่ในภาคการเกษตร แม้กระนั้นเขาก็ยังสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคนอีกกลุ่มใหญ่ และถูกทำให้มีสำนึกทางการเมืองด้วย และนั่นก็คือหัวหอกของการต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เพราะเขาเป็นเพียงแค่ informal urban จึงไม่มีอนุสาวรีย์ จึงไม่มีอนุสรณ์สถาน

 

อันตรายจากการปะทะกันถึงขั้นนองเลือดก็ตาม อันตรายจากการปะทะกันโดยการจัดตั้งก็ตาม ความขัดแย้งทุกชนิดที่นายทุนไทยซึ่งเสียงดังมากหวั่นวิตกว่าฝรั่งจะไม่มาลงทุน ญี่ปุ่นจะไม่มาลงทุน มันจะเป็นสภาวะปกติของประเทศไทย ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่มีการเลือกตั้ง มันจะเป็นสภาวะปกติ เพราะตัวระบบของเราเป็นระบบการเมืองที่ไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงได้

 

ในขณะเดียวกัน ระบบที่ไม่น่าพอใจนี้ มันก็มีเสรีภาพทางการเมืองบางอย่างซ่อนหรือแฝงอยู่ในระบบนี้ ถ้ามองแต่ชนชั้นนำ มันมีเสรีภาพทางการเมืองบางอย่างที่อยู่ในระบบนี้ เช่น รัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง อันนี้ผมคิดว่ามั่นคงมาก กล่าวคือว่า ไม่มีคุณจะรัฐประหารอย่างไรตั้งแต่นี้ต่อไป คุณหลีกเลี่ยงการระดมคนมาร่างรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งและจัดให้มีการเลือกตั้งไม่ได้ มันกลายเป็นเสรีภาพทางการเมืองที่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญให้กลุ่มชนชั้นนำดำรงอยู่ต่อไป

 

ขณะเดียวกัน มันมีเสรีภาพของสื่อ ไม่ว่ารัฐอะไรก็แล้วแต่ จะต้องประกันเสรีภาพของสื่อ แต่สื่อเองอาจเอาเสรีภาพไปขายให้นายทุนนี่ก็คนละเรื่องนะครับ อย่างไรก็ตามแต่ เสรีภาพของสื่อก็เป็นเสรีภาพทางการเมืองชนิดหนึ่งในระบบการเมืองของไทย

 

ขณะเดียวกันมีเสรีภาพในการชุมนุมประท้วงด้วย ซึ่งอันนี้มันก้ำกึ่ง ถ้าคุณอยากชุมนุมประท้วง ไม่ใช่คุณไปเรียกคนมาเฉยๆ แต่ต้องวางเส้นของการประท้วงของคุณด้วยว่า เส้นการประท้วงของคุณมันเชื่อมต่อกับเส้นไหนบ้าง บางเส้นประท้วงได้ บางเส้นประท้วงแล้วอาจจะนองเลือด แต่คุณต้องมีเส้น การประท้วงในประเทศไทยไม่ใช่อยู่ที่สนามหลวงหรืออยู่ที่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเส้นของคุณอยู่ที่ไหน นั่นคือข้อที่หนึ่ง

 

อันที่สองต่อมา การชุมนุมประท้วงที่เป็นเสรีภาพทางการเมืองอันใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะประมาณ10-20ปีที่ผ่านมา แต่เสรีภาพในการชุมนุมประท้วงนั้น เปิดให้เฉพาะกลุ่มบางกลุ่ม คือถ้าคุณเป็นคนที่ไม่อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำแล้วทำการประท้วงจะอันตรายมาก เพราะว่า หนึ่งมันไม่เกี่ยวกับเส้น และ สอง เสรีภาพที่เขารับรองเอาไว้ในรัฐธรรมนูญมันไม่ได้หมายถึง ‘มึง’ แต่หมายถึงคนที่อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันที่จะทำการชุมนุมประท้วง เพราะฉะนั้น กลไกของการต่อรองอำนาจก็เริ่มซับซ้อนขึ้นด้วย การชุมนุมไม่ได้อนุญาตให้กลุ่มคนหลุดลอยออกไปจากระบบ ไม่ได้มีสิทธิเข้ามาใช้เสรีภาพทางการเมืองอย่างนี้อย่างจริงจัง

 

ด้วยเหตุดังนั้น ผมคิดว่าประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันอยู่บนทางสองแพร่ง ที่ซวยชิบเป๋ง คือแม่งตันทั้งคู่

 

แพร่งที่หนึ่ง เนื่องจากระบบเผด็จการโดยเปิดเผยกำลังหมดไปจากโลกแล้ว สิ่งที่จะเข้ามาแทนที่คือประชาธิปไตยที่ไม่เสรี กลุ่มที่จะเข้ามาใช้ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี ไม่จำเป็นต้องเป็นทหารอย่างเดียว อาจจะเป็นใครก็แล้วแต่ อาจจะมาจากกลุ่มที่มาจากขั้วอำนาจที่มีอยู่เดิมก็ได้ หรืออาจจะเป็นคนหน้าใหม่ก็ได้ แต่จะเข้ามายึดกุมอำนาจโดยใช้วิธีการของระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เสรี นั่นคือ มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีสื่อที่ดูเหมือนว่าจะเสรี มีฝ่ายค้านที่อ่อนแอในสภา มีฐานมวลชนพอสมควร แต่ไม่มีเสรีภาพจริงๆ ข่าวสาร ข้อมูลถูกปิดกั้น และถูกบิดเบือน ฝ่ายค้านทั้งในสภาและนอกสภาถูกตอบโต้อย่างรุนแรง และหลายครั้งก็ละเมิดสิทธิเสรีภาพชั้นพื้นฐานอย่างตรงไปตรงมา ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณสามารถใช้สื่อปิดปากกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันได้ ทุกคนคงจำได้ว่า สงครามต้านยาเสพติดที่มีคนตายเป็นเบือเกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบของคนชั้นกลาง เกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบของสื่อ สรุปง่ายๆ ระบอบทักษิณก็เป็นลักษณะอย่างนี้ คุณสามารถรักษาโฉมหน้าของประชาธิปไตยเอาไว้ได้ แต่โดยเนื้อแท้แล้วก็เป็นประชาธิปไตยที่ไม่เสรี และนี่คือรูปแบบของเผด็จการในโลกยุคปัจจุบัน เผด็จการแบบสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มันไม่มีแล้ว เกิดขึ้นได้ยากแล้วสำหรับโลกปัจจุบัน

 

พอมันเกิดอย่างนี้ขึ้นจะทำอย่างไร.. ก็มาถึงทางเลือกอีกทางหนึ่งของสังคมไทย ก็คือนำเอา ‘อำนาจเก่า’ เข้ามา ซึ่งของผม ‘อำนาจเก่า’ ไม่ตรงกับ คมช. นะครับ ‘อำนาจเก่า’ ของผมนี้หมายถึง ‘มึงน่ะแหละ’  (ผู้ฟังหัวเราะ) ‘อำนาจเก่า’ ใช้ความรุนแรงจากกองทัพ ใช้มาเฟีย เข้ามาทำรัฐประหาร หรือใช้การลอบสังหารซึ่งในหลายประเทศมีการทำแบบนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถกลับไปสู่ระบอบเผด็จการแบบเก่าได้อีก เพราะมันเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้วในโลกปัจจุบัน คุณก็ต้องหันกลับไปใช้ประชาธิปไตยที่ไม่เสรีอีกนั่นแหละ หนีไม่พ้น ไม่ว่าจะออกทางแพร่งไหน มันก็จะลงท้ายไปที่ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี

 

ประเทศไทยเวลานี้กำลังเป็นอย่างที่ผมพูด คือเราอยู่บนทางสองแพร่งที่เดินไปทางไหนก็ตันทั้งคู่ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ป้องกันไม่ให้เกิดคนหน้าใหม่ขึ้น อย่าให้มีคนหน้าใหม่ที่คุมไม่ได้เข้ามาเป็นอันขาด ขณะเดียวกัน ก็พยายามรักษาอำนาจของคนหน้าเก่า หรือ ‘อำนาจเก่า’ ตามความหมายผมเอาไว้ นับตั้งแต่ระบบราชการเป็นต้นไป

 

คำถามก็คือ วิธีนี้เป็นคำตอบที่เป็นไปได้ไหมสำหรับสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้.. ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะสังคมไทยมันเปลี่ยนไปมากกว่าที่เขาคิด ยิ่งกว่านั้น ถ้าคุณไม่ชอบคนหน้าใหม่ที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี การจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบนี้ผมกลับคิดว่ามีโอกาสที่จะเกิดคนหน้าใหม่ที่จะเข้ามาโดยอาศัยประชาธิปไตยแบบไม่เสรีเกิดขึ้นได้อีกอย่างแน่นอน อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นโดยผ่านการเลือกตั้ง แต่อาจเกิดขึ้นผ่านวิธี เช่น ร่วมมือกับบางส่วนของกองทัพ เป็นต้น อย่านึกว่ากองทัพจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและ conservative สุดกู่เพียงอย่างเดียว

 

ฉะนั้น หนทางเดียวที่จะต่อสู้กับประชาธิปไตยที่ไม่เสรี ผมคิดว่าสังคมไทยต้องเรียนรู้ ต้องปรับตัวเอง สังคมไทยมีพลัง คือเมื่อไรที่คุณเจอปัญหาบ้านเมืองที่หนักขนาดนี้แล้วคุณไม่สามารถวางใจ ไม่สามารถหวังอะไรกับระบบการเมืองได้ ก็ไม่รู้จะหวังกับอะไร ก็ต้องหวังกับสังคม และถ้าถามว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าหวังไหม.. ผมคิดว่าไม่น่าหวังเท่าไรนักหรอก.. แต่ถ้าไม่หวังกับสังคมก็ไม่รู้จะไปหวังกับอะไร

 

ในขณะเดียวกัน มันก็มีสัญญาณบางอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยได้พัฒนาตัวเองพอสมควร ถ้าเปิดโอกาสให้พัฒนา เช่น ในปลายสมัยคุณทักษิณก็เห็นได้เลยว่า สังคมไทยซึ่งร่วมมือกับชนชั้นนำบางส่วนด้วย ทำให้เกิดพลังไปควบคุมคุณทักษิณมากขึ้น รัฐบาลคุณทักษิณเมื่อสามสี่เดือนสุดท้ายก่อนการรัฐประหารเป็นอัมพฤกษ์เป็นอัมพาตไปแล้ว คือขยับทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วไม่ว่าคุณทักษิณจะรู้ตัวหรือไม่ แต่นักการเมืองที่อยู่รายรอบคุณทักษิณรู้แล้วว่า แบกคุณทักษิณต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

 

ฉะนั้น ทั้งหมดเหล่านี้ถามว่าเกิดจากอะไร.. ผมคิดว่าเกิดจากการเรียนรู้ของสังคมพอสมควร และในแง่นี้ ถ้าไม่เกิดการรัฐประหารขึ้น จะเป็นบทเรียนที่ใหญ่มากของสังคมไทย จะเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองว่า เราสามารถควบคุมเส้นทางของเราได้

 

ผมอยากประเมินว่า เท่าที่อยู่ในประเทศไทยมา 60 กว่าปี ผมคิดว่าไม่เคยมีการรัฐประหารครั้งไหนที่ทำความเสียหายแก่บ้านเมืองยิ่งกว่าครั้ง 19 กันยายน 2549 เพราะก่อนหน้านี้โอกาสของพลังของประชาชนมันไม่มีอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันกำลังมี และคุณก็มาชิงทำรัฐประหาร ก่อนที่สังคมจะได้สิ่งที่มันมีภาพจากการที่เราจัดการทักษิณด้วยมือของเราเอง

 

 

 

ผศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ : 2475 การตัดสินพระทัยของ ร.7 อันชาญฉลาด

www.prachatai.com

 

 

เมื่อวันที่ 15 .. 50 มูลนิธิตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดงานเสวนา ‘ครบรอบ 100 ปีปริทัศน์: รัฐธรรมนูญและกบฏปฏิวัติรัฐประหาร - การเมืองสยามประเทศไทยสมัยใหม่ พ..2454-2550’ ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อหนึ่งในการเสวนาคือ ‘เบื้องแรกประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญสยาม : กบฏ ร.ศ.130 และปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475’

 

‘ผศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์’ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เสนอเรื่องราวบางแง่มุมของเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 ว่าการตัดสินพระทัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น เป็นการตัดสินพระทัยที่ชาญฉลาดยิ่ง ทั้งในฐานะประมุขของสถาบันกษัตริย์และประมุขของประเทศ ซึ่งผลในวันนั้นก็ยังส่งผลถึงสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันด้วย

 

0 0 0

 

ผมจะเสนอเรื่องพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในการที่ทรงตัดสินพระทัยที่ชาญฉลาดในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แต่ก่อนที่จะเสนอนั้น ผมมีข้อสังเกตในเรื่องเกี่ยวกับอายุสองประการ

 

ประการที่หนึ่ง ในเหตุการณ์ ร.ศ.130 หรือ พ.ศ.2454 กบฏโดยทหารหนุ่มซึ่งมีอายุน้อยที่สุดคืออายุ 19 ปี คนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมเหตุการณ์นั้นอายุระหว่าง 19-25 ปี หัวหน้าของคณะทหารหนุ่มอายุ 30 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระชนมายุ 31 พรรษา นั่นหมายความว่าประเทศกำลังปกครองด้วยคนหนุ่ม

 

คณะราษฎร เมื่อเขาเริ่มต้นคิดที่จะปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น คนเจ็ดคนนั้นอายุต่ำสุดคือ 26 ปี สูงสุดคือ จอมพล ป. 29 ปี ปรีดี 26 และอีกแปดปีต่อมาเมื่อปฏิวัติสำเร็จ หัวหน้าคณะอายุ 45 ปี ในขณะที่ จอมพล ป. 35 ปี ปรีดี อายุ 32 และมีเด็กๆ อายุ 27, 25 เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลง

 

75 ปีผ่านไป เมื่อมีการรัฐประหารของ คมช.หัวหน้าคณะทหาร คมช.อายุ 59 ปี (ผู้ฟังหัวเราะ) เมื่อเปลี่ยนแปลงเสร็จ กลุ่มที่ขี้นมาปกครองประเทศอายุ 60-70 ปี (ผู้ฟังหัวเราะ) มันช่างเป็นความก้าวหน้าของประเทศเสียนี่กระไร..

 

ข้อสังเกตประการที่สอง ในขณะที่วิทยากรกำลังเสนอนั้น ก็มีนักศึกษาสองท่านนำขนม อาหาร นมเนย มาให้คณาจารย์ที่อยู่ด้านหน้า พอมาถึงพื้นนักศึกษาสาวสองท่านนั้นก็คุกเข่าลง คลานเข้ามาวางอาหาร มันทำให้ผมนึกถึงประกาศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ.2416 เมื่อพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์สมบัติอย่างมีอำนาจสมบูรณ์โดยที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ทรงประกาศให้ราษฎรชาวไทยและขุนนางข้าราชการทั้งมวลจงเลิกหมอบคลาน (ผู้ฟังหัวเราะ) แต่แล้ว 134 ปีผ่านไปช่างก้าวหน้าอะไรเช่นนี้

 

ประเด็นนำเสนอของ 24 มิถุนายน หากเราย้อนอดีตได้ เราไปนับที่รุ่งอรุณของเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ในค่ำคืนนั้นจำนวนพล 102 คนของคณะราษฎร.. ขอให้จดจำนะครับ เรียกว่า ‘คณะราษฎร’ (ราด-สะ-ดอน) ห้ามใส่การันต์ตรง ร เรือ เพราะจะกลายเป็นคณะ ‘ราช’ ไปได้ เพราะพวกเขาคือ People’s party พรรคของประชาชนที่ไม่เอา ‘คณะเจ้านาย’

 

ในค่ำคืนวันนั้น พวกเขาเคลื่อนขบวนและทำการยึดกุมสองสถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ สถานที่สำคัญที่ต้องยึดให้ได้ คือสถานีชุมสายโทรศัพท์เพื่อตัดระบบการสื่อสารของประเทศที่เจริญแล้วทั้งหมด ถัดจากนั้นเขายึดสถานีไฟฟ้า และไปจับกุมบุคคลสำคัญเพียงไม่กี่คน

 

ในขณะที่เช้ากำลังเผยตัว ก็มีการบอกว่าให้ทหารที่กำลังฝึกกันอยู่ ให้ไประดมพลที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เช้าวันนี้อาจารย์จะมีอะไรสอนให้ดูว่าด้วยการประกอบรถถัง ทหารผู้บังคับกรมกองพันต่างก็เป็นลูกศิษย์ของคณะราษฎร ก็พาทหารของตัวเองไประดมพลอยู่ที่นั่น พอได้เวลาก็จับตัวผู้บังคับบัญชาไว้ที่หนึ่ง ส่วนพลทหารก็เอาไว้ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

 

ชายผิวคล้ำไม่สูงมากนัก พุงพลุ้ยหน่อย เดินออกมา และอ่านแถลงการณ์คณะราษฎรฉบับที่ 1 บรรทัดแรกของเอกสารระบุว่า

 

“ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้น ราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายอยู่ตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร..” 

 

ในอีกย่อหน้าหนึ่งที่สำคัญกล่าวว่า

 

“ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่จะชุบมือเปิบและกวาดรวบรวมทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง..”

 

ในขณะที่รุ่งอรุณของเช้าวันที่ 24 มิถุนา กำลังยึดอำนาจในกรุงเทพฯ แต่องค์ประมุขของประเทศไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ อยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯทรงกำลังทำอะไรในเช้าวันนั้น จากบันทึกของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล บันทึกไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังทรงกอล์ฟ และกำลังทรงกอล์ฟเข้าหลุมที่ 8 และพระองค์ทรงคิดว่า พระองค์ไม่เคยทรงกอล์ฟเข้าหลุมที่ 8 ได้สวยอย่างนี้มาก่อนเลย และก็มีมหาดเล็กมากระซิบที่ข้างหูบอกว่า พระองค์ถูกยึดอำนาจเสียแล้ว พระองค์จึงกลับไปที่ประทับ

 

นายทหารทั้งหมดที่เป็นชนชั้นนำภายใต้รัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯพากันกระเจิดกระเจิงทั้งโดยรถไฟและเครื่องบินไปชุมนุมกันที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน และมีการประชุมกัน  เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมของคณะทหารและพระญาติของพระองค์ให้พระองค์ต่อสู้เพื่อรักษาสถานะของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ เสียงส่วนน้อยในที่ประชุมสามเสียงคือ พระมเหสี พระราชบิดาของพระมเหสี และพระราชมารดาของพระมเหสีบอกว่า ให้ยอมรับการยึดอำนาจ และกลับไปเป็นกษัตริย์ที่กรุงเทพฯ พระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นประชาธิปไตย จึงยอมรับฟังเสียงส่วนน้อยกลับไปเป็นพระมหากษัตริย์ที่กรุงเทพฯ

 

นี่คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เพราะพระองค์ต้องตระหนักว่า ปัญหาของพระองค์เป็นปัญหาสองประการด้วยกัน ประการที่หนึ่งก็คือ ในฐานะประมุขของราชวงศ์พระมหากษัตริย์ ประการที่สองก็คือ ในฐานะประมุขของประเทศ สองปัญหานี้เป็นความสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพระราชบิดาของพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ทรงรับรู้ถึงเรื่องของ รัฐธรรมนูญ, ประชาธิปไตย, สภา, การเลือกตั้ง, ส.ส. เลยใช่ไหม... ไม่ใช่... ทั้งสามพระองค์เหล่านี้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระปรีชาญาณ และทรงมีองค์ความรู้อย่างเต็มเปี่ยมว่าด้วยระบอบทางการเมืองของประเทศตะวันตก

 

หลังการเสด็จประพาสอินเดียในปี 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระราชอำนาจสมบูรณ์ และสิ่งแรกที่พระองค์ทรงกระทำเมื่อพระองค์ทรงมีอำนาจคือการจัดตั้งสภาสองสภาขึ้นมาที่เรียกว่า council of state หรือที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และ อีกสภาหนึ่งก็คือ privy council หรือที่ปรึกษาส่วนพระองค์

 

Council of state เป็นการแต่งตั้งขุนนางต่างๆ เพื่อมาประชุมปรึกษาหารือว่า พระองค์จะทรงบริหารโดยมีที่ประชุมชั้นสูง มิได้บริหารตามใจปรารถนา แต่ภายใต้ภาวการณ์ขณะนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทางอำนาจกับขุนนางคนสำคัญ คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะที่พระองค์ยังทรงไม่มีอำนาจสมบูรณ์ในฐานะพระมหากษัตริย์

 

การต่อสู้เพื่อขับเคี่ยวกับขุนนางและกระชับอำนาจเข้าสู่พระองค์นั้น พระองค์จึงใช้รูปแบบของสภาจากโลกตะวันตกที่รับทราบมาจากอินเดียเข้ามาใช้ในการกำจัดอำนาจขุนนางออกไปจากแผ่นดินนี้ และเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้สิ้นชีพ council of state ก็ถูกปล่อยให้ดำรงชีพ แต่ไร้ชีวิต ไม่มีการประชุมอีกต่อไป จบสิ้นรูปแบบสภาในยุคสมัยของพระองค์

 

เมื่อพระองค์เริ่มมีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่เรียกว่า ยุคสมัยการปฏิรูป 2435 พระองค์ก็รื้อฟื้นสภาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในรูปแบบสภาของตะวันตกที่เรียกว่า รัฐมนตรีสภา หรือ legislative council เพื่อออกกฎหมายที่เรียกว่า พระราชบัญญัติ และพระองค์ก็ออกพระราชบัญญัติกำจัดอำนาจขุนนางทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ออกพระราชบัญญัติอย่างนู้นอย่างนี้ นี่เป็นการกระทำตามกฎหมายทุกประการ และทำให้ขุนนางทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคนั้นเสื่อมสลายทางอำนาจ ยกตัวอย่างเช่น เจ้าเมืองที่เคยสืบทอดอำนาจตามสายโลหิต ก็ถูกทำลายลงโดยการส่งผู้ว่าฯจากกรุงเทพฯไปปกครองแทน เหตุนี้เราจึงเห็นการกบฏทั่วแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น กบฏผีบุญในอีสาน กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ กบฏแขกเจ็ดหัวเมือง เพราะด้านหนึ่งคือการพิทักษ์อำนาจของตนเอง จากนั้นมากรุงเทพฯก็สามารถปราบปรามกบฏเหล่านั้นได้ โดยการมีกองทหารที่มีอาวุธปืนไฟสมัยใหม่ พร้อมกับทางรถไฟ บุกเข้าถึงและทำลายฝ่ายกบฏอย่างสิ้นซาก และนี่ก็คือกระบวนการกระชับอำนาจเข้าสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ในนามของการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หลังจากปราบปรามสำเร็จ กระชับอำนาจอย่างเรียบร้อย รัฐมนตรีสภาดำรงชีพ แต่ไร้ชีวิต เพราะจะไม่มีการประชุม

 

เมื่อเปลี่ยนไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระอนุชาของพระองค์คือกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาท) ซึ่งเป็นพระอนุชาคนรอง เรียกร้องให้พระเชษฐาของพระองค์ทรงตั้งรัฐมนตรีสภาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้องค์พระมหากษัตริย์ดำรงการบริหารเพียงคนเดียว.. แต่การตั้งรัฐมนตรีสภามีความหมายว่า ตั้งคนมาคุมพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯจึงบอกว่า เอางี้แล้วกัน เดี๋ยวจะตั้งดุสิตธานีให้ พระองค์จึงสร้างดุสิตธานีบนพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง มีบ้านเรือนของประชาราษฎรเท่ากับศาลเพียงตาจำนวนมากมาย.. mini-siam และนั่นคือที่มาที่เราอ่านและส่งเสริมกันว่า พระองค์ทรงส่งเสริมประชาธิปไตย.. ในพื้นที่สองไร่ครึ่ง..นั่นคือ ข้อเรียกร้องของ กรมหลวงพิษณุโลกฯ.. ไม่บรรลุความสำเร็จ

 

กบฏ ร.ศ.130 ซึ่งเป็นการวางแผนในปีที่ขึ้นปีที่สองของสมัยรัชกาลที่6 ถูกปราบปราม ทำให้กองทัพสงบเงียบตลอดรัชสมัยของ ร.6

 

เมื่อเข้าสู่รัชกาลที่ 7 ใครๆ ก็ทราบว่า พระองค์ทรงเป็น “ม้ามืด” เพราะพระองค์ก็ไม่เคยทรงคิดว่าพระองค์จะกลายมาเป็นพระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์เป็นพระอนุชาองค์เล็กสุดในสายของรัชกาลที่ 6 แต่บุญเป็นเรื่องที่แข่งกันไม่ได้ เพราะพระเชษฐาของพระองค์สามสี่พระองค์ต่อจากรัชกาลที่ 6 ทรงทิวงคตหมด ดังนั้น พระองค์จึงกลายเป็นผู้ที่เหลืออยู่พระองค์เดียวที่จะต้องขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์

 

เมื่อพระองค์ได้เป็นพระมหากษัตริย์ สิ่งแรกที่พระองค์ทรงตั้งคืออภิรัฐมนตรีสภา ซึ่งคือที่รวมผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์ เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้นพระองค์ทรงขจัดเจ้านายออกไปจากการบริหารแผ่นดิน เจ้านายที่รอคอยมา 15 ปีนั้นจึงได้โอกาสสนับสนุนรัชกาลที่ 7 และได้กลับมามีอำนาจในฐานะอภิรัฐมนตรีสภา รัชกาลที่ 7 ก็ได้ประโยชน์จากการมีอภิรัฐมนตรีสภา เพราะว่าเป็นการแสดงว่าพระองค์จะไม่บริหารประเทศเพียงคนเดียว แต่เมื่ออภิรัฐมนตรีสภาไม่เป็นเพียงที่ประชุมเท่านั้น แต่เรียกประชุมทุกสัปดาห์ พระมหากษัตริย์จะต้องมานั่งหน้าอภิรัฐมนตรีสภา และถูกถามว่า.. เช่น คนที่มีพระชนมายุสูงสุดคือสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงถามว่า เรื่องนั้นเป็นยังไง เรื่องนี้เป็นยังไง พระองค์จะต้องทรงตอบว่า ทำไมเรื่องนั้นเป็นยังไง และเรื่องนี้เป็นยังไง เรื่องนี้ทำได้ไหม อภิรัฐมนตรีสภาบอกว่าทำไม่ได้ เรื่องนั้นทำได้ไหม อภิรัฐมนตรีสภาบอกว่าทำไม่ได้ พระองค์ทรงบอกว่า อยากให้มีรัฐธรรมนูญ อภิรัฐมนตรีสภาตอบว่าต้องคิดให้รอบคอบ เหมาะสมกับประเทศหรือยัง การศึกษาของไพร่ฟ้าอาจไม่ดีพอ ดังนั้นความคิดที่จะมีรัฐธรรมนูญในปีแรกๆ ของสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงไม่บรรลุ เพราะการยับยั้งของอภิรัฐมนตรีสภา ในปีสุดท้ายของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็พยายามที่จะผลักดันรัฐธรรมนูญของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่บรรลุเพราะอภิรัฐมนตรีสภา ..นี่คือสถานะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯจะต้องคิด

 

การผลักดันรัฐธรรมนูญของพระองค์นั้น ถ้ารัฐธรรมนูญออกได้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ  มาตรา 1 จะต้องระบุว่าอำนาจของประเทศเป็นของพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญก็คือกลไกที่จะกำจัดอภิรัฐมนตรีสภาออกจากการเป็นเครื่องกีดขวางในการบริหารแผ่นดินโดยมีคณะเสนาบดีเข้ามาแทน

 

กระบวนการใช้กฎหมายเพื่อกำจัดอีกกลุ่มหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราเห็นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ทรงเรียนรู้ ดังนั้น ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน และการประชุมของคณะทหารทั้งหมดที่วังไกลกังวลหัวหินนั้น เรียกร้องให้พระองค์ทรงต่อสู้ เพราะพวก “แก๊ง” ที่กำลังยึดอำนาจอยู่ที่กรุงเทพฯนั้น “เด็กๆ” และ “สามัญชน”

 

จริงหรือ..ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจในครั้งนี้

จริงหรือ..ไม่มีเจ้านายพระองค์อื่นอยากได้อำนาจเป็นกษัตริย์

หรือว่าจริงหรือจะไม่มีความคิดในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข

 

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130 หรือ 21 ปีก่อนหน้านั้น คณะทหารหนุ่มซึ่งอายุ 19 ปีขึ้นมา ต่างคิดว่าการปกครองประเทศมีสองวิธีคือ หนึ่ง มีรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และ สอง เป็นการปกครองแบบประธานาธิบดีที่เลือกคนขึ้นมาเป็นประมุขของประเทศ 21 ปีผ่านไปกระแสนี้ยังครอบคลุมทั่วโลก คือกระแส democracy ในสองรูปแบบ ที่เราเรียกว่า ประชาธิปไตย หนึ่ง มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ สอง มีคนธรรมดาสามัญขึ้นเป็นประมุขของประเทศในนามของประธานาธิบดี

 

ดังนั้นในฐานะของเจ้าแผ่นดิน พระองค์ต้องคิดว่า ในฐานะของพระมหากษัตริย์ประมุขของราชวงศ์ ทำยังไงถึงจะทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจ สืบทอดสถานะของพระมหากษัตริย์ต่อไปได้ แต่ใครจะเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป นี่คือสิ่งที่พระองค์จะต้องคำนึงถึง.. เราคงเคยได้ยินถึงพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระองค์ท่านเป็นพระโอรสของกรมหลวงพิษณุโลกฯ กับหม่อมซึ่งเป็นชาวรัสเซียน รัชกาลที่ 7 จะต้องบอกกับพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เสมอว่า “สายเลือดของท่านจะนำมาสู่ปัญหาของการปกครองของราชวงศ์ดังนั้นอย่ากระทำอะไรเด็ดขาด” นี่คือสิ่งที่บันทึกอยู่ในเอกสารที่รัชกาลที่ 7 จะต้องเตือนเจ้านายต่างๆ ว่า ใครพึงเคลื่อนไหว และใครพึงไม่เคลื่อนไหว

 

ในอีกด้านหนึ่ง พระองค์ในฐานะประมุขของประเทศ ปัญหาของพระองค์คือทำไงให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงสืบทอดต่อไป หลังจากสืบมาแล้ว 150 ปี

 

ถ้าคณะราษฎรที่กำลังยึดอำนาจที่กรุงเทพฯนั้นมีความคิด republic มีประธานาธิบดี ถ้าพระองค์ไม่ยอมเป็นกษัตริย์ตามที่คณะราษฎรเรียกร้อง คณะราษฎรจะเปลี่ยนเป็นระบอบสาธารณรัฐหรือไม่ ในปัจจุบันเรารู้ว่าไม่ได้เปลี่ยน แต่ในขณะนั้น ในช่วงแห่งการตัดสินใจจังหวะหนึ่งๆ นั้นมันสำคัญมาก เพราะอย่าลืมนะครับว่ายังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ระบบชุมสายโทรศัพท์ถูกตัดขาด ดังนั้นพระองค์จึงยอมรับคำขู่ของคณะราษฎรและเสด็จกลับเป็นพระมหากษัตริย์

 

ในการเสด็จกลับนั้น สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงมี คือพระราชอำนาจตามพฤตินัย แม้ว่าคณะราษฎรจะให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ซึ่งจะประกาศใช้ในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 แต่พระองค์ทรงใช้การเมืองของพระองค์ เขียนต่อชื่อของรัฐธรรมนูญว่า วงเล็บ “ชั่วคราว” ก็ในเมื่อพระองค์ยอมกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว พระองค์ก็ทรงมีอำนาจที่จะเขียนคำเล็กน้อย “ชั่วคราว” แต่คำเล็กน้อยชั่วคราวนี้ คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อแย่งชิงรัฐธรรมนูญจนถึงทุกวันนี้เลย

 

ชั่วคราวของพระองค์คืออะไร ก่อให้เกิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองที่เราคิดว่าจะเป็นฉบับถาวร ฉบับที่สองประกาศใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งคนในยุคนั้นเชื่อกันว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญที่อยู่ชั่วกัปชั่วกัลปาวสาน แต่ถ้าคนยุคนั้นเกิดขึ้นมาใหม่ได้ก็จะพบว่า ประเทศนี้กินเนสบุ๊คยังไม่ยอมเรคคอร์ดเลย

 

สาระสำคัญที่ซ่อนอยู่ในประเด็นรัฐธรรมนูญที่ร่างเป็นฉบับที่สองคือ ใครที่จะเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทสองที่มาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง ถ้าเทียบกับปัจจุบันก็คือวุฒิสภานั่นเอง ใครคือผู้มีอำนาจแต่งตั้ง พระมหากษัตริย์ หรือคณะราษฎร ข้าราชการประจำเป็นวุฒิสภานี้ได้หรือไม่ ข้าราชการประจำเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ และรัฐบาลรับผิดชอบต่อใครระหว่างพระมหากษัตริย์ กับสภาผู้แทนราษฎร

 

และนี่คือปัญหาจาก 2475

 

 

 

 

1 ปี "คมช." กับ "รัฐประหาร" อวสานประชาธิปไตยไทย?
โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับ วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10789

 

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra01240950&day=2007-09-24&sectionid=0131

 

19 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวาระครบรอบ 1 ปี คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แม้ว่าโศกนาฏ กรรมของเครื่องบินโลว์คอสต์กระแทกรันเวย์สนามบินภูเก็ต เป็นเหตุสูญเสียชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือเกือบ 100 ชีวิต ค่อนข้างจะกลบคำวิพากษ์รัฐบาลที่ว่า

...รัฐบาลสอบตก!! คมช.เองแม้จะสอบผ่าน แต่ผ่านชนิดที่ครูปัดให้ผ่าน เพราะกลัวจะขอสอบซ้ำ....

สื่อมวลชนต่างเสนอผลการประเมินการทำงานของ คมช. และรัฐบาล "ขิงแก่" ของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบ้านการเมืองในแต่ละค่าย ผลออกมาไม่ต่างกันสักเท่าใด

สรุปคือ สอบตกทั้งคู่!

มีสถิติตัวเลขน่าสนใจที่ได้จากงานสัมมนา "1 ศต วรรษปริทัศน์ : รัฐธรรมนูญและรัฐประหารกับการเมืองสยาม/ไทยสมัยใหม่ (พ.ศ.2454-2550)" ที่หอประชุม ศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดยมูลนิธิตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

วันที่จัดงานเป็นวาระ "ครบรอบ 50 ปี การทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์" พอดี คือวันที่ 16 กันยายน 2500 ที่ยึดอำนาจ จอมพล ป.พิบูลสงคราม และแต่งตั้ง พจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี

รัฐประหารครั้งนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรก ถ้ารื้อกลับไปในประวัติศาสตร์การทำรัฐประหารของไทย จะพบว่า ประสบการณ์การทำรัฐประหารครั้งแรกของไทยเกิดขึ้นเมื่อ 96 ปีก่อน ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ถึง 20 ปี

เพียงแต่การทำรัฐประหารครั้งแรกนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

เป็นผลให้กลุ่มผู้ก่อการถูกจับกุมคุมขัง ด้วยข้อหากบฏ ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ "กบฏยังเติร์ก" หรือ "กบฏ ร.ศ.130"

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตสถิติตัวเลขในประวัติศาสตร์การทำรัฐประหารไทย ว่า

ในช่วง 100 ปี มีความพยายามในการทำรัฐประ หาร รวมแล้ว 27 ครั้ง เฉลี่ย 4 ปีครั้ง ขณะเดียวกันถ้ากล่าวถึงรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่ไทยเรามีธรรมนูญ การปกครอง 2475 จนถึงปัจจุบัน รวม 18 ฉบับ นั่นหมายถึง..

โดยสถิติเรามีรัฐธรรมนูญใหม่เฉลี่ยทุก 4 ปี !!!

กล่าวได้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการทำรัฐประหารมากที่สุดในโลก และมีรัฐธรรมนูญมาก ฉบับที่สุดในโลก รวมถึงการเป็นประเทศที่มีปัญหาประชาธิปไตยมากที่สุดในโลกเช่นกัน

ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจอีก เช่น อายุของกลุ่มผู้กระทำการรัฐประหารในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

กล่าวคือ ความพยายามในการทำรัฐประหารครั้งแรก คือ ร.ศ.130 หรือ พ.ศ.2454 เกิดขึ้นจากกลุ่มนายทหารหนุ่ม 91 คน อายุเฉลี่ยราว 20 ปีเท่านั้น

ที่สำคัญคือ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 15 เดือน หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงปรับปรุงกองทัพไทยให้เป็นกองทัพทันสมัยทัดเทียมกองทัพของตะวันตก

21 ปีต่อมา คือ พ.ศ.2475 กลุ่มคณะราษฎรที่ยึดอำนาจมีอายุเฉลี่ยที่ 30 กว่าๆ

มาถึงรัฐประหารในปี 2490 ที่ดำเนินการโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ มีแกนนำเช่น พ.อ.กาจ กาจสงคราม, พ.อ.เผ่า ศรียานนท์, พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กลุ่มนี้มีอายุโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 40 กว่าๆ


(ภาพบน) สี่ทหารเสือคณะราษฎร (จากซ้าย) พ.อ.พระยาทรงสุรเดช, พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ, พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา และ พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์ (ภาพล่าง) รัฐประหาร 2501 จอมพลสฤษดิ์ทำให้เกิดการขยายตัวของภาคเกษตร ปศุสัตว์สมัยใหม่



และล่าสุด รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลุ่มคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) มีอายุเฉลี่ย อยู่ที่ 50 ปลายๆ

นับเป็นกลุ่มก่อการรัฐประหารที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย

รวมทั้งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐประหาร 19 กันยา เป็นรัฐประหารที่ล้มเหลวที่สุดในประวัติศาสตร์การรัฐประหารไทย ทั้งในแง่ของความหมายของ การรัฐประหาร และแง่การบรรลุเป้าหมายในการทำรัฐ ประหาร

แม้ว่าในช่วงหลังการรัฐประหารสิ้นสุดลง ห้วงเวลานั้นหวานชื่นราวกับช่วงฮันนีมูน ผู้คนต่างมีความหวังว่าเมืองไทยจะได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองเสียที หลังจากที่ "ปวด" มานาน

ฉลอง สุนทราวณิชย์ อาจารย์ภาควิชาประวัติ ศาสตร์ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ ความเห็นว่า รัฐประหาร 19 กันยา นำไปสู่ข้อถกเถียง ในความทรงจำย้อนกลับไป 40 ปี ไม่มีรัฐประหารครั้งไหนที่ถูกท้าทาย ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมในการยึดอำนาจมากเท่ากับครั้ง 19 กันยา

การบรรลุเป้าหมายของ 19 กันยา เห็นได้ชัดว่า ล้มเหลวมากที่สุด ไม่ว่าจะในเรื่องของการจำกัดสิ่งที่เรียกว่า "ระบอบทักษิณ" หรือ ทรท. ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการตรวจสอบเปิดโปงทุจริตในแวดวงการเมือง ซึ่งนี่เป็นข้ออ้างของการทำรัฐประหาร

จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นผลที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของการจัดการกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่มีอยู่มากมาย มหาศาล

ถามว่า ทำไมการรัฐประหาร 19 กันยา จึงถือว่าเป็นการล้มเหลวที่สุด?

อาจารย์ฉลองว่า เป็นเพราะรัฐประหาร 19 กันยา เกิดในสังคมการเมืองที่มีความหลากหลายของผลประโยชน์ซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อน ทำให้การคุมสถาน การณ์และความชอบธรรมเป็นปัญหา

ขณะเดียวกันการขยายตัวของสื่อและการเข้าถึงสื่อสมัยใหม่ทำให้พลังความขัดแย้งมีพื้นที่สำหรับการต่อสู้ทางการเมืองมากยิ่งขึ้น ซึ่งรัฐประหาร 19 กันยาไม่สามารถเข้าไปควบคุมตรงนี้ได้ ต้องรีบออกมาประกาศเร่งการร่างรัฐธรรมนูญ

ที่สุดคือ รัฐประหาร 19 กันยา เป็นการสะท้อนวุฒิภาวะของการเมืองของผู้คนจำนวนมากที่ไม่สามารถจะยอมรับการยึดอำนาจทางการเมืองโดยการใช้กำลังอย่างนี้ต่อไปอีกได้

สำหรับรัฐประหารที่ถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ "รัฐประหารเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501" ซึ่งเป็นการทำรัฐประหารซ้ำหลังจากที่ จอมพลสฤษดิ์ ได้รัฐประหารล้มอำนาจของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500

ด้วยเหตุผลที่อาจารย์ฉลองบอกว่า จอมพลสฤษดิ์สามารถยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยทันที ซึ่งแม้จะมีกระแสที่ไม่เห็นด้วยแต่ก็จะเคลื่อนไหวอย่างปิดลับ และทำให้ทหารสามารถผูกขาดอำนาจรัฐได้มากถึง 11 ปี ก่อนจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2500

นอกจากนี้ยังเป็นการปฏิวัติที่ "เชื่อว่า" สามารถนำสังคมกลับไปสู่สังคมในอุดมคติ คือปราศจากความเห็นขัดแย้งในเรื่องสังคมการเมือง เป็นสังคมที่สงบ มีสันติ ภาพ มีความสามัคคีภายใต้การปกครองโดยผู้ปกครอง ที่รอบรู้ ในความหมายเดียวกับ "ธรรมราชา"


(ภาพบน) ส่วนหนึ่งของคณะผู้ก่อการ ร.ศ.130 (ภาพล่าง) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เจ้าของโมเดลรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์



ทั้งนี้ อาจารย์ฉลองตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า รัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ที่บรรลุเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การยึดอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถจัดการกับอบาย มุขต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องของขอทาน โสเภณี ยาเสพติด ฯลฯ

ทั้งยังเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมเศรษฐกิจไทย ที่หันไปเน้นอุตสาหกรรมการผลิตทดแทนการนำเข้า ไม่ว่าจะในเรื่องของการสร้างฐานการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ในบ้านพวกสบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ รวมทั้งอุปกรณ์พลาสติค

รวมทั้งมีการสนับสนุนการลงทุนจากภายนอก เกิดการขยายตัวของโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ดังคำขวัญที่ว่า "น้ำไหลไฟสว่างทางดีมีงานทำ" และมีการปรับบทบาทของธนาคารพาณิชย์เพื่อเป็นเงินออมเพื่อการลงทุน รวมไปถึงการขยายตัวของภาคเกษตรเพื่อการส่งออก การปศุสัตว์สมัยใหม่

อาจารย์ฉลองอธิบายต่อไปว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอีกอย่างคือ การขยายตัวของอำนาจรัฐทางระบบราชการที่เติบโต ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน กรมพัฒนาชุมชน กรมการปกครองส่วนมหาดไทย ก็เติบโตขึ้นมาสมัยนี้ มีการขยายพื้นฐานการศึกษาจาก 4 ปี ไป 7 ปี การขยายการศึกษาไปในต่างจังหวัด ในทางมุมกลับ จะเห็นการขยายตัวของระบบราชการมากที่สุด ระบบราชการที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตตั้งแต่ ครรภ์มารดา จนถึงเชิงตะกอนจริงๆ

ทางด้าน ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเป็นคนต่อมาว่า วิชาทหารกับการเมืองหายไปจากคณะรัฐศาสตร์นานมาก เป็นวิชาที่ทุกวันนี้ไม่มีคนเรียน เพราะทหารลงจากเวทีการเมืองโลกนานแล้ว

ตั้งแต่ก่อนสงครามเย็นจะยุติ คือก่อนรัฐประหาร 2520 หรือต้นปี 1980 หลังจากนั้น คนทั่วโลกมองว่าทหารไม่ใช่เรื่องใหญ่

น่าตั้งข้อสังเกต นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันอย่าง แซมมวล ฮันติงตัน อธิบายถึงปัญหาทางการเมืองของประเทศกำลังพัฒนา ไม่ใช่แค่เพราะทหารมีปืน แต่ ความสำเร็จคือ องค์กรทางการทหารถูกสร้างให้เป็นองค์กรสมัยใหม่ มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง

กล่าวคือ กองทัพมีระบบบังคับบัญชาที่ลงตัว มีการจัดลำดับชั้นยศ มีวินัย มีระบบสื่อสารภายใน มีกระบวนการสร้างจิตวิญญาณของตัวเอง

ที่สำคัญคือ ฮาร์ดิงตันบอกว่ากองทัพมีสถานะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ ซึ่งสถานะขององค์กรพลเรือนเทียบไม่ได้

"ผมคิดว่า วันนี้ต้องยอมรับว่าเราคิดว่ารัฐประหารเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นได้ในสังคม เรายอมรับได้ในสังคม ขณะที่หลายๆ ประเทศ หลังจากปี 1980 ไปแล้ว ไม่ยอมรับให้รัฐเกิดรัฐประหาร"

ถ้าย้อนกลับไปดูการยึดอำนาจในเดือนตุลา 2527 ปัจจัยภายนอกที่เห็นได้ชัดคือ นโยบายของคาร์เตอร์ หลังจากนั้น ถ้าดูขอบเขตทั่วโลกจากนโยบาย จะเห็นว่า นโยบายของรัฐไม่สนับสนุนให้กองทัพมีอำนาจทางการเมือง นักวิชาการตะวันตกอธิบายว่า เกิดจากปัญหาความไม่พอเพียงหลายประการ

ประการแรก คือ ความไม่พอเพียงทางความชอบธรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบัน ประการที่ 2 ความไม่พอเพียงของความรู้ และ ประการ ที่ 3 ความไม่พอเพียงทางศีลธรรม

"อำนาจอย่างเดียวไม่พอ แล้วถ้าทหารควบคุมสังคมไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้น ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังปรากฏการณ์ 19 กันยา ผมคิดว่าสังคมไทยมีความเป็นพหุมากขึ้น มีความหลากหลายมากขึ้น ในความเป็นพหุและความ หลากหลาย สิ่งที่น่ามองต่อคือ ถ้าทหารควบคุมสังคมการเมืองไม่ได้ อะไรจะเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต"

อาจารย์สุรชาติบอกว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤษภา ปี"35 วันนี้ไม่ใช่ปัจจัยเชิงบวกกับเหตุการณ์การเมือง หลังปี"49 สิ่งที่เห็นคือการเปลี่ยนจุดยืนของกลุ่มคนที่ในปี"35 เรียกว่า "พลังประชาธิปไตย"

"ถ้าสังเกตจะเห็นว่าวันนี้นักวิชาการของปี"35 สี่ส่วนหลักเหล่านั้นวันนี้ย้ายค่าย ผมคิดว่ารัฐประหาร 19 กันยา เป็นการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยยุคเก่า เราเห็นการเปลี่ยนค่ายของอดีตฝ่ายซ้าย"

"ถ้าให้ผมมองปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย ผมคิดว่าประชาธิปไตยของไทยในอนาคตมีความบอบบาง 4 ชนิด ผลพวงจาก 9/19 คือ กองทัพเข้มแข็ง พรรคการเมืองอ่อนแอ"

ดูแค่รัฐธรรมนูญเป็นตัวอย่าง รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างให้เกิดเงื่อนไขการรัฐประหารในอนาคต นำไปสู่ความแตกแยกและความอ่อนแอ และนำไปสู่ "การเมืองภาคพลเรือนต้องพึ่งผู้พิทักษ์รักษาเสถียรภาพทาง การเมือง" ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก "กองทัพ"

นั่นหมายถึง ในอนาคตกองทัพจะอยู่ในฐานะที่เป็นผู้รักษาเสถียรภาพทางการเมือง ทหารจะไม่ออกจากการ เมืองไทย

ผลพวงอันหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ "กฎหมายความมั่นคง" เรามีกฎหมายความมั่นคงและยกเลิกไปสมัย นายกฯชวน แต่ที่ไม่ยกเลิก คือ กอ.รมน. วันนี้มีความพยายามจะสร้างกฎหมายความมั่นคงขึ้นมาใหม่

ผมอยากจะเรียกว่าเป็น "กระบวนการสร้างสถาบันของอำนาจทางการเมืองของทหาร" ทหารสามารถอยู่ในกระบวนการทางการเมืองโดยมีกฎหมายรองรับ

ถ้าหากกฎหมายนี้ออก อีกไม่นานจะได้เห็น "ทบวงความมั่นคง"

อย่างไรก็ตาม ดร.สุรชาติเสนอว่า ทางออกประการหนึ่ง คือ จะต้องมีการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้ ไม่เช่นนั้น ปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่หลังการรัฐประหารครั้งแล้ว ครั้งเล่า ก็จะยังอยู่ในสภาพเช่นที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้

ถามว่า กองทัพไทยมีการปฏิรูปครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คำตอบคือ สมัยรัชกาลที่ 5 ท่านสร้างกองทัพของเราให้เป็นกองทัพสมัยใหม่ เป็นกองทัพประจำการของสยาม ที่ผ่านมาเราทำเพียงปะผุ

"ถ้าไม่ปฏิรูป นั่นหมายความว่า เรากำลังสร้างสิ่งที่สังคมไทยพูดเสมอว่า "อยากเห็นนายทหารในกองทัพไทยเป็นทหารอาชีพ"

แล้วทหารอาชีพคืออะไร?

"มันผูกโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและรัฐบาล" ดร.สุรชาติกล่าวทิ้งท้าย


หน้า 33